Home » SME อยู่ไม่รอด? ถ้าไม่รู้ 2 เทรนด์ใหญ่ ธุรกิจปี 2569

SME อยู่ไม่รอด? ถ้าไม่รู้ 2 เทรนด์ใหญ่ ธุรกิจปี 2569

สารบัญ

ในปี 2569 ภูมิทัศน์ทางธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย การปรับตัวให้ทันต่อกระแสโลกจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด ท่ามกลางความท้าทายที่หลากหลาย มีสองกระแสหลักที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทตัดสินอนาคตของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

  • การปฏิวัติด้วย AI และดิจิทัล: เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการตลาดดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
  • มาตรฐานสากลคือกุญแจสู่ตลาดโลก: การยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดส่งออกและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
  • ความท้าทายรอบด้าน: SME ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง (Red Ocean) ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ: ผู้ประกอบการที่ไม่ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลวและหายไปจากตลาดในที่สุด

สำหรับผู้ประกอบการที่สงสัยว่า SME อยู่ไม่รอด? ถ้าไม่รู้ 2 เทรนด์ใหญ่ ธุรกิจปี 2569 คำตอบนั้นชัดเจนขึ้นทุกขณะ การเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความคาดหวังของตลาดโลกอาจหมายถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอนาคตคือธุรกิจที่สามารถผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับการดำเนินงานได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งยกระดับผลิตภัณฑ์ของตนให้ได้มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในเวทีสากล บทความนี้จะเจาะลึกถึงสองเทรนด์ดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย โอกาส และแนวทางการปรับตัวเพื่อให้ SME ไทยไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ยังสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจใหม่

ภาพรวมภูมิทัศน์ธุรกิจ SME ไทยในปี 2569

ปี 2569 นับเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ในประเทศไทย โลกธุรกิจไม่ได้ดำเนินไปในรูปแบบเดิมอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการเปิดเสรีทางการค้าได้สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายมหาศาล ผู้ประกอบการที่ยึดติดกับแนวทางเดิมๆ อาจพบว่าตัวเองกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว ความเข้าใจในบริบทของตลาดที่เปลี่ยนไปจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการวางกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและเติบโต

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงคือการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในทุกอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า “สมรภูมิ Red Ocean” ซึ่งทุกธุรกิจต่างพยายามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนี้ การเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ ทำให้การใช้มาตรการปกป้องธุรกิจในประเทศทำได้ยากขึ้น สินค้าและบริการจากต่างประเทศสามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรีมากขึ้น กดดันให้ SME ไทยต้องพัฒนาตัวเองเพื่อแข่งขันในด้านคุณภาพและราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การปรับตัวไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ แต่คือการปฏิรูปกระบวนการคิดและวิธีการดำเนินธุรกิจทั้งหมด เพื่อให้พร้อมรับมือกับโลกที่หมุนเร็วกว่าที่เคยเป็นมา

ดังนั้น ผู้ประกอบการ SME จึงต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้ธุรกิจของตนโดดเด่นและแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง จะทำอย่างไรให้สินค้าเป็นที่ต้องการไม่เฉพาะในประเทศแต่ยังรวมถึงตลาดโลก และที่สำคัญที่สุดคือจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร สองเทรนด์หลักที่จะเป็นคำตอบของคำถามเหล่านี้คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบดิจิทัลมาใช้ และการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานระดับสากล

เทรนด์ที่ 1: การปฏิวัติด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล (AI x Digital)

หนึ่งในสองเทรนด์ใหญ่ที่กำลังจะกำหนดอนาคตของธุรกิจปี 2569 คือการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธุรกิจอย่างสมบูรณ์ ในอดีต เทคโนโลยีเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและมีไว้สำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ SME ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

AI ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอด

AI ในบริบทของ SME ไม่ได้หมายถึงหุ่นยนต์ที่ซับซ้อน แต่หมายถึงซอฟต์แวร์และระบบอัจฉริยะที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ในบางด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำกว่า ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้:

  • การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า: AI สามารถประมวลผลข้อมูลการซื้อขาย การเยี่ยมชมเว็บไซต์ และการโต้ตอบบนโซเชียลมีเดีย เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ช่วยให้ SME สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจ รวมถึงวางแผนกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลได้อย่างแม่นยำ
  • ระบบตอบแชทอัตโนมัติ (Chatbot): การใช้ AI Chatbot ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบคำถามลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดภาระของพนักงาน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่แรกเริ่ม
  • การจัดการสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์: ระบบ AI สามารถพยากรณ์ความต้องการสินค้าและจัดการคลังสินค้าได้อย่างอัตโนมัติ ช่วยลดปัญหาสินค้าขาดสต๊อกหรือล้นสต๊อก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของ SME

การบูรณาการระบบดิจิทัลสู่หัวใจของธุรกิจ

นอกเหนือจาก AI แล้ว การนำระบบดิจิทัลพื้นฐานมาใช้อย่างเต็มรูปแบบก็เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นระบบการจองออนไลน์สำหรับธุรกิจบริการ, ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่เชื่อมต่อทุกช่องทางการขาย (Omnichannel) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า, หรือระบบบัญชีและการเงินที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) นี้จะช่วยลดต้นทุน ลดความผิดพลาด และเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน

บทบาทภาครัฐในการสนับสนุน SME สู่ยุคดิจิทัล

ภาครัฐเองก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวในส่วนนี้ จึงได้มีโครงการสนับสนุนต่างๆ เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น โครงการ “One Tambon, One Digital” ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ที่มีเป้าหมายในการช่วยเหลือ SME กว่า 15,000 รายทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โครงการเหล่านี้เป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการควรศึกษาและนำมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเอง

เทรนด์ที่ 2: ยกระดับคุณภาพสู่มาตรฐานสากล (Standards & Quality)

เทรนด์สำคัญอีกประการหนึ่งที่ SME ไทยไม่สามารถมองข้ามได้คือการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าและบริการให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ในยุคที่ตลาดเปิดกว้างและการแข่งขันไร้พรมแดน การมีเพียงผลิตภัณฑ์ที่ดีอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “ใบเบิกทาง” ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งก็คือการรับรองมาตรฐานต่างๆ นั่นเอง

ความสำคัญของมาตรฐานสากลในตลาดโลก

การผ่านมาตรฐานสากลเปรียบเสมือนการได้รับกุญแจที่สามารถไขประตูสู่ตลาดส่งออกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา (US) ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนเป็นอย่างมาก การมีตรารับรองมาตรฐานไม่เพียงแต่ช่วยให้สินค้าสามารถวางจำหน่ายในตลาดเหล่านี้ได้ แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตในระยะยาว

ความท้าทายและโอกาส: กรณีศึกษาการรับรองมาตรฐานอินทรีย์

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือการขอใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Certification) ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก กระบวนการขอรับรองนี้มักมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมิน ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับ SME รายเล็กที่มีทุนจำกัด อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ามหาศาล เพราะสินค้าที่ได้รับการรับรองสามารถจำหน่ายได้ในราคที่สูงขึ้นและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงได้ การวางแผนและหาแนวทางสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อการขอมาตรฐานจึงเป็นการลงทุนที่จำเป็น

โอกาสจากการเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่

เพื่อช่วยลดอุปสรรคดังกล่าว ภาครัฐโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มีนโยบายส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่ดึง SME เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสายการผลิต (Supply Chain) มากขึ้น การเป็นคู่ค้ากับบริษัทขนาดใหญ่จะช่วยให้ SME มีโอกาสพัฒนาคุณภาพและกระบวนการผลิตของตนให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้นโดยอาศัยเครือข่ายของบริษัทใหญ่ นับเป็นกลยุทธ์แบบ “Win-Win” ที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน

ความท้าทายรอบด้านที่ SME ต้องเผชิญ

นอกเหนือจากสองเทรนด์หลักที่ต้องปรับตัวตามแล้ว ผู้ประกอบการ SME ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายเดิมๆ ที่หยั่งรากลึกและทวีความซับซ้อนขึ้นในบริบทของเศรษฐกิจยุคใหม่ การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านี้เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจ

การแข่งขันที่รุนแรงในสมรภูมิ Red Ocean

สภาพตลาดในปัจจุบันสำหรับหลายอุตสาหกรรมเปรียบได้กับมหาสมุทรสีเลือด (Red Ocean) ที่เต็มไปด้วยคู่แข่งมากมายที่ต่อสู้กันด้วยสงครามราคา การเปิดเสรีทางการค้าทำให้ผู้เล่นจากต่างประเทศสามารถเข้ามาแข่งขันได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ SME ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดทั้งจากคู่แข่งในประเทศและต่างประเทศ การสร้างความแตกต่างและหาจุดยืนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง (Blue Ocean Strategy) จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

อุปสรรคด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับ SME จำนวนมาก สถาบันการเงินมักใช้เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด โดยมักจะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำและมีรายได้ที่ชัดเจน ทำให้ SME รายใหม่หรือธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่จำเป็นต่อการลงทุนในเทคโนโลยีหรือการพัฒนามาตรฐานได้ อย่างไรก็ตาม เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการที่ธนาคารบางแห่งเริ่มปรับเกณฑ์และลดความเข้มงวดในเรื่องหลักประกันลง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่ผู้ประกอบการควรติดตามอย่างใกล้ชิด

การพัฒนาศักยภาพแรงงาน: การลงทุนที่มองข้ามไม่ได้

เทคโนโลยีจะไร้ประโยชน์หากขาดบุคลากรที่มีความสามารถในการใช้งาน การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลทำให้ทักษะที่ต้องการในตลาดแรงงานเปลี่ยนไป SME จำเป็นต้องลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพของพนักงาน (Upskilling/Reskilling) ให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการตลาดดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญไม่แพ้การลงทุนในเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี

เปรียบเทียบแนวทางการปรับตัวของ SME ในปี 2569

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นถึงความแตกต่างระหว่างแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมกับแนวทางที่พร้อมสำหรับอนาคต ตารางด้านล่างนี้ได้เปรียบเทียบกลยุทธ์ในมิติต่างๆ ที่ SME ต้องพิจารณาเพื่อการปรับตัวในปี 2569

ตารางเปรียบเทียบกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ SME ระหว่างแนวทางดั้งเดิมและแนวทางที่พร้อมสำหรับอนาคตในปี 2569
มิติการดำเนินธุรกิจ แนวทางดั้งเดิม (มีความเสี่ยงสูง) แนวทางพร้อมอนาคต (Future-Ready)
เทคโนโลยีและดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีพื้นฐาน, ดำเนินการแบบ Manual, การตลาดแบบออฟไลน์เป็นหลัก บูรณาการ AI และระบบอัตโนมัติ, ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ, ทำการตลาดดิจิทัลเต็มรูปแบบ
คุณภาพและมาตรฐาน ผลิตตามมาตรฐานขั้นต่ำในประเทศ, ไม่ให้ความสำคัญกับการรับรองมาตรฐานสากล มุ่งสู่มาตรฐานสากล (ISO, Organic, etc.), สร้างความเชื่อมั่นเพื่อการส่งออก
การตลาดและการเข้าถึงลูกค้า รอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหา, มีช่องทางขายจำกัด เข้าถึงลูกค้าเชิงรุกผ่านหลายช่องทาง (Omnichannel), สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล
การบริหารจัดการ ตัดสินใจจากประสบการณ์และความรู้สึก, ระบบการจัดการไม่ชัดเจน ใช้ข้อมูล (Data-Driven), มีระบบ CRM และ ERP, บริหารสต๊อกและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาบุคลากร พนักงานทำงานตามหน้าที่เดิม, ขาดการฝึกอบรมทักษะใหม่ๆ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning), พัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคต

แรงบันดาลใจจากความสำเร็จ: เมื่อนวัตกรรมและวัฒนธรรมสร้างความแตกต่าง

ท่ามกลางความท้าทาย ยังมี SME จำนวนไม่น้อยที่สามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะกลุ่มที่มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน ตัวอย่างที่โดดเด่นสามารถพบได้ในอุตสาหกรรมแฟชั่นของไทย ที่ผู้ประกอบการหลายรายประสบความสำเร็จในการนำเสนอดีไซน์ที่ผสมผสานเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยเข้ากับสไตล์ที่ทันสมัย

แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้แข่งขันด้วยราคา แต่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเรื่องราว (Storytelling) และความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาใช้ช่องทางการตลาดดิจิทัลและโซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างชุมชนของแบรนด์ และใช้ข้อมูลที่ได้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดอยู่เสมอ เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า SME ไทยมีศักยภาพที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้ หากมีความกล้าที่จะแตกต่างและลงทุนในนวัตกรรมอย่างจริงจัง ซึ่งสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับ SME ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

บทสรุป: SME ไทยจะรอดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

สรุปแล้ว คำถามที่ว่า SME อยู่ไม่รอด? ถ้าไม่รู้ 2 เทรนด์ใหญ่ ธุรกิจปี 2569 นั้น มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในตัวเอง การเพิกเฉยต่อคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยี AI และความต้องการมาตรฐานระดับสากล ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งยวดต่อการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว การแข่งขันที่รุนแรงและตลาดที่เปิดกว้างทำให้ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมจะปรับตัว

ทางรอดและหนทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับ SME ไทยในปี 2569 และต่อไปในอนาคต ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงและลงมือทำอย่างจริงจังในสองมิติสำคัญ:

  1. การยอมรับและนำเทคโนโลยีมาใช้: เริ่มต้นจากการนำระบบดิจิทัลพื้นฐานมาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และก้าวต่อไปสู่การใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อทำความเข้าใจลูกค้า จัดการธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
  2. การมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพ: ยกระดับสินค้าและบริการของตนเองให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่ามาตรฐานสากล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น

การเดินทางครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยทั้งการลงทุน ความรู้ และความมุ่งมั่น แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ การเรียนรู้จากกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ และการเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการ SME ไทยไม่เพียงแต่จะสามารถผ่านพ้นความท้าทายไปได้ แต่ยังสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน