Home » ครม. เคาะ! SSF/RMF ปี 2569 สรุปเงื่อนไขใหม่ที่ต้องรู้

ครม. เคาะ! SSF/RMF ปี 2569 สรุปเงื่อนไขใหม่ที่ต้องรู้

สารบัญ

บทความนี้จะสรุปภาพรวมและรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สำหรับการยื่นลดหย่อนภาษีประจำปี 2569 หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนและผู้ที่วางแผนการเงินส่วนบุคคล

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเงื่อนไข SSF/RMF ปี 2569

  • การปรับปรุงวงเงินลดหย่อนภาษี: มีการกำหนดเพดานการลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุน SSF และ RMF ไว้อย่างชัดเจน โดยแยกตามสัดส่วนของรายได้พึงประเมินและมีวงเงินสูงสุดกำกับ
  • เงื่อนไขระยะเวลาถือครอง: กำหนดระยะเวลาการถือครองขั้นต่ำที่แตกต่างกันสำหรับกองทุนแต่ละประเภท เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการออมระยะยาวและการลงทุนเพื่อการเกษียณ
  • ความต่อเนื่องในการลงทุน: เงื่อนไขการซื้อต่อเนื่องมีความแตกต่างกัน โดยกองทุน RMF ยังคงเน้นความสม่ำเสมอในการลงทุน ในขณะที่ SSF และ Thai ESG มีความยืดหยุ่นมากกว่า
  • การแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิ: ผู้ลงทุนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุน SSF และ RMF จำเป็นต้องแจ้งความประสงค์ต่อกรมสรรพากรตามระเบียบที่กำหนด
  • บทบาทของกองทุน Thai ESG: กองทุน Thai ESG เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดหย่อนภาษี โดยมีเงื่อนไขและเพดานวงเงินที่แยกต่างหาก

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษี

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงเงื่อนไขเกี่ยวกับกองทุนลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวในประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ครอบคลุมถึงกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund หรือ SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนภาษีและการเงินส่วนบุคคลสำหรับผู้มีรายได้จำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความชัดเจน เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และกระตุ้นให้เกิดวินัยทางการออมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออมเพื่อเป้าหมายการเกษียณอายุ

การปรับปรุงเงื่อนไขดังกล่าวมีผลบังคับใช้สำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2569 เป็นต้นไป ดังนั้น ผู้ที่ลงทุนในกองทุนเหล่านี้หรือกำลังพิจารณาที่จะเริ่มต้นลงทุน จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดของเงื่อนไขใหม่ ทั้งในมิติของวงเงินลงทุนสูงสุดที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้, ระยะเวลาขั้นต่ำที่ต้องถือครองหน่วยลงทุน, ไปจนถึงข้อกำหนดเรื่องความต่อเนื่องในการซื้อหน่วยลงทุนในแต่ละปี เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพสูงสุด

เจาะลึกเงื่อนไขใหม่ SSF/RMF ปี 2569

เจาะลึกเงื่อนไขใหม่ SSF/RMF ปี 2569

เพื่อให้นักลงทุนและผู้เสียภาษีเข้าใจถึงสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างครบถ้วน สามารถแบ่งรายละเอียดของเงื่อนไขใหม่ตามหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ดังต่อไปนี้

วงเงินลดหย่อนภาษี

เพดานวงเงินที่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน ซึ่งเงื่อนไขใหม่ได้กำหนดกรอบไว้อย่างชัดเจนสำหรับกองทุนแต่ละประเภท:

  • กองทุน SSF (Super Savings Fund): สามารถนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ เมื่อนำวงเงินของ SSF ไปรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ เช่น RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ยอดรวมทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund): สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี และเช่นเดียวกัน เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ ยอดรวมทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุน Thai ESG (Thailand ESG Fund): กองทุนประเภทนี้มีเพดานการลดหย่อนภาษีแยกต่างหาก โดยสามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และไม่มีข้อกำหนดเรื่องเพดาน 30% ของรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

การทำความเข้าใจเพดานวงเงินของแต่ละกองทุนและการคำนวณยอดรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนเกินสิทธิและสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

ระยะเวลาการลงทุนและถือครอง

เงื่อนไขด้านระยะเวลาถือครองถูกกำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง ซึ่งแต่ละกองทุนมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป

  • กองทุน SSF: กำหนดให้ผู้ลงทุนต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน)
  • กองทุน RMF: มีเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่า โดยต้องลงทุนต่อเนื่องและถือครองหน่วยลงทุนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อครั้งแรก และจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วเท่านั้น
  • กองทุน TESG/Thai ESG: กำหนดให้ต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน)

เงื่อนไขการซื้อต่อเนื่อง

ความสม่ำเสมอในการลงทุนเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่นักลงทุนต้องพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกองทุน RMF ที่มีเป้าหมายเพื่อการเกษียณ

  • กองทุน SSF: ไม่มีการบังคับให้ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ผู้ลงทุนสามารถเลือกซื้อในปีที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามความสมัครใจ
  • กองทุน RMF: มีข้อกำหนดให้ต้องซื้อหน่วยลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี การขาดการลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกันอาจทำให้ผิดเงื่อนไขและต้องคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไป
  • กองทุน TESG/Thai ESG: ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปีเช่นเดียวกับ SSF

ปีที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

กองทุนแต่ละประเภทมีช่วงเวลาในการให้สิทธิลดหย่อนภาษีที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายของภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา

  • กองทุน SSF: เริ่มให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ปีภาษี 2563 และสิ้นสุดในปีภาษี 2567
  • กองทุน RMF: เป็นกองทุนที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
  • กองทุน Thai ESG: เป็นกองทุนประเภทใหม่ที่เริ่มให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2575

ขั้นตอนการแจ้งสิทธิเพื่อลดหย่อนภาษี

ตั้งแต่ปีภาษี 2565 เป็นต้นมา กรมสรรพากรได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ลงทุนในกองทุน RMF และ SSF และต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี จะต้องดำเนินการแจ้งความประสงค์ดังกล่าวกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ตนเองเปิดบัญชีไว้ เพื่อให้ บลจ. นำส่งข้อมูลการซื้อหน่วยลงทุนให้แก่กรมสรรพากรโดยตรง ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามระเบียบ ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอนการยื่นเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบสิทธิ

เปรียบเทียบความแตกต่าง SSF, RMF และ Thai ESG

เพื่อให้เห็นภาพรวมและสามารถตัดสินใจเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเองได้ง่ายขึ้น การเปรียบเทียบเงื่อนไขหลักของกองทุนทั้งสามประเภทจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ตารางเปรียบเทียบเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษี SSF, RMF, และ Thai ESG สำหรับปี 2569
หัวข้อ SSF (Super Savings Fund) RMF (Retirement Mutual Fund) Thai ESG Fund
วงเงินลดหย่อน 30% ของรายได้, ไม่เกิน 200,000 บาท 30% ของรายได้, ไม่เกิน 500,000 บาท ไม่เกิน 100,000 บาท
เพดานรวมกองทุนเกษียณ รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท วงเงินแยกต่างหาก
ระยะเวลาถือครอง อย่างน้อย 10 ปี อย่างน้อย 5 ปี และขายได้เมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ อย่างน้อย 8 ปีเต็ม
การซื้อต่อเนื่อง ไม่บังคับ บังคับ (ซื้อทุกปี หรือปีเว้นปี) ไม่บังคับ
นโยบายการลงทุน หลากหลาย (หุ้น, ตราสารหนี้, ผสม) หลากหลาย (หุ้น, ตราสารหนี้, ผสม) เน้นหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

บทสรุปและแนวทางการวางแผนภาษี

การที่คณะรัฐมนตรีเคาะสรุปเงื่อนไขใหม่สำหรับกองทุน SSF และ RMF ในปี 2569 ถือเป็นการปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการส่งเสริมการออมระยะยาวและการลงทุนเพื่อการเกษียณของประเทศ มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงินผ่านเงื่อนไขการถือครองที่ยาวนานขึ้นและการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในกรณีของ RMF ขณะเดียวกันก็ยังคงให้ทางเลือกที่ยืดหยุ่นผ่านกองทุน SSF และ Thai ESG สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนภาษีในระยะกลาง

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์สูงสุดจากสิทธิลดหย่อนภาษี ควรเริ่มต้นจากการประเมินรายได้พึงประเมินของตนเองในปี 2569 เพื่อคำนวณวงเงินลงทุนสูงสุดที่สามารถใช้สิทธิได้ จากนั้นจึงพิจารณาเป้าหมายทางการเงินและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง เพื่อเลือกลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายสอดคล้องกัน การทำความเข้าใจเงื่อนไขใหม่ทั้งหมด ทั้งในเรื่องวงเงิน, ระยะเวลาถือครอง, และขั้นตอนการแจ้งสิทธิกับกรมสรรพากร จะช่วยให้การวางแผนภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว