Home » ททท. ใช้ AI! จัดคิวเที่ยวทั่วไทย แก้ปัญหาคนล้น






ททท. ใช้ AI! จัดคิวเที่ยวทั่วไทย แก้ปัญหาคนล้น


ททท. ใช้ AI! จัดคิวเที่ยวทั่วไทย แก้ปัญหาคนล้น

สารบัญ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เมื่อล่าสุด ททท. ใช้ AI! จัดคิวเที่ยวทั่วไทย แก้ปัญหาคนล้น ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าไปที่การสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์จะช่วยให้สามารถคาดการณ์ความหนาแน่นและเสนอทางเลือกในการเดินทางที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้

ประเด็นสำคัญของการใช้ AI ในการท่องเที่ยว

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ที่มีชื่อว่า ‘TATAI’ เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์
  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา Overtourism หรือภาวะนักท่องเที่ยวล้นแหล่งท่องเที่ยว โดยการแนะนำเส้นทางและช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อกระจายนักท่องเที่ยว
  • แพลตฟอร์ม TATAI ทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในการวางแผนการเดินทาง สามารถสร้างสรรค์เส้นทางท่องเที่ยวที่ปรับให้เข้ากับความสนใจของแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำ
  • ระบบ AI ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ให้กับนักท่องเที่ยว แต่ยังสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ททท. แสดงวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัลผ่านความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและการจัดงานประชุมนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

ภาพรวมการปฏิวัติการท่องเที่ยวไทยด้วย AI

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็เช่นกัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการท่องเที่ยวของไทยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การตัดสินใจนำ AI มาใช้เป็นแกนหลักในการพัฒนาระบบบริหารจัดการนักท่องเที่ยวจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา “Overtourism” หรือภาวะนักท่องเที่ยวล้นทะลักในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของคนในชุมชน

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ตามกระแส แต่เป็นการวางรากฐานที่สำคัญเพื่ออนาคตของการท่องเที่ยวไทย โดยมุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม การใช้ AI จะช่วยให้ ททท. สามารถเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างลึกซึ้งแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็สามารถบริหารจัดการการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวได้อย่างชาญฉลาด นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวอัจฉริยะในระดับสากล

TATAI: ไกด์ทิพย์ AI อัจฉริยะคืออะไร?

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่มีชื่อว่า TATAI ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างคำว่า TAT (Tourism Authority of Thailand) และ AI (Artificial Intelligence) แพลตฟอร์มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” หรือ “ไกด์ทิพย์” สำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างแผนการเดินทางที่สมบูรณ์แบบและเหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลมากที่สุด

TATAI ไม่ใช่เพียงแอปพลิเคชันแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นระบบนิเวศข้อมูลขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง สามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายมิติ เพื่อสร้างคำแนะนำที่มีความแม่นยำและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่นักท่องเที่ยว ตั้งแต่การเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงกิจกรรมและเทศกาลต่างๆ ที่สอดคล้องกับความสนใจ งบประมาณ และช่วงเวลาในการเดินทางของแต่ละคน

การทำงานเบื้องหลังของ TATAI

เบื้องหลังความสามารถอันชาญฉลาดของ TATAI คือกลไกการทำงานที่ซับซ้อนของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอาศัยการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analysis) เป็นหลัก ระบบจะทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ เช่น รูปแบบการค้นหาข้อมูล การจองที่พัก ประเภทของกิจกรรมที่สนใจ และเส้นทางการเดินทางที่เคยใช้ จากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลร่วมกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น สภาพอากาศ ปริมาณความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ และกิจกรรมพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างแบบจำลองและคาดการณ์แนวโน้มต่างๆ

TATAI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้นักท่องเที่ยว โดยประมวลผลข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อสร้างคำแนะนำตามความสนใจของนักท่องเที่ยวแต่ละคนอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผลลัพธ์ที่ได้คือคำแนะนำที่เป็นพลวัต (Dynamic) ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์จริง ตัวอย่างเช่น หากระบบตรวจพบว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยววางแผนจะไปมีความหนาแน่นสูง TATAI จะทำการแจ้งเตือนและเสนอทางเลือกอื่นที่น่าสนใจและมีคนน้อยกว่าในบริเวณใกล้เคียง หรือแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าชม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องเผชิญกับความแออัด

แหล่งข้อมูลที่ทรงพลังขับเคลื่อน AI

ความแม่นยำและประสิทธิภาพของ TATAI ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความหลากหลายของข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ ระบบนี้ถูกออกแบบให้สามารถดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างครอบคลุม ประกอบด้วย:

  • ข้อมูลภายในของ ททท.: ฐานข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงข้อมูลกิจกรรมและเทศกาลต่างๆ ทั่วประเทศ
  • ข้อมูลจากพันธมิตร: ข้อมูลการจองจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agents), ข้อมูลการเดินทางจากสายการบิน และข้อมูลจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม
  • ข้อมูลสาธารณะ: ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย, รีวิวจากนักท่องเที่ยวบนเว็บไซต์ต่างๆ, และข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์
  • ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้: ข้อมูลการใช้งานภายในแพลตฟอร์ม TATAI ซึ่งจะช่วยให้ระบบเรียนรู้และเข้าใจความชอบของผู้ใช้แต่ละคนได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

การบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ TATAI มีมุมมองที่ครบถ้วน 360 องศา และสามารถสร้างคำแนะนำที่ไม่เพียงแค่ตรงใจ แต่ยังเชื่อถือได้และทันต่อเหตุการณ์อีกด้วย

บทบาทของ AI ในการแก้ปัญหา Overtourism

บทบาทของ AI ในการแก้ปัญหา Overtourism

หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการนำ AI มาใช้ในการท่องเที่ยวคือการแก้ไขปัญหา Overtourism อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ปัญญาประดิษฐ์มีเครื่องมือและศักยภาพที่จะเข้ามาบริหารจัดการปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกลไกหลักสองประการคือ การวิเคราะห์และคาดการณ์ความหนาแน่น และการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวส่วนบุคคล

การวิเคราะห์และคาดการณ์ความหนาแน่น

AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geolocation Data) จากโทรศัพท์มือถือ, ข้อมูลการเช็คอินผ่านโซเชียลมีเดีย, และข้อมูลการจองตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ เพื่อประเมินความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ได้แบบเรียลไทม์ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้แบบจำลองการคาดการณ์ (Predictive Modeling) ระบบยังสามารถทำนายได้ว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มที่จะเกิดความแออัดในอนาคตอันใกล้ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น วันหยุดยาว เทศกาล หรือเที่ยวบินที่เดินทางเข้ามา

เมื่อระบบตรวจพบว่าพื้นที่ใดกำลังจะมีความหนาแน่นเกินกว่าระดับที่เหมาะสม ก็จะสามารถส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการรับมือ หรือส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังนักท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณนั้น พร้อมเสนอทางเลือกอื่นๆ เพื่อช่วยลดการกระจุกตัว

การสร้างเส้นทางท่องเที่ยวส่วนบุคคล

กลไกที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือความสามารถในการสร้างและแนะนำแผนการเดินทาง (Itinerary) ที่แตกต่างกันไปสำหรับนักท่องเที่ยวแต่ละคน แทนที่จะแนะนำเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหา Overtourism, TATAI จะนำเสนอ “อัญมณีที่ซ่อนเร้น” (Hidden Gems) หรือแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยคัดเลือกให้ตรงกับความสนใจของนักท่องเที่ยวคนนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แต่ไม่ต้องการไปเบียดเสียดกับผู้คนในสถานที่หลัก AI อาจแนะนำให้ไปเยี่ยมชมชุมชนเก่าแก่หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่น่าสนใจแทน ในขณะที่นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ อาจได้รับคำแนะนำให้ไปสำรวจอุทยานแห่งชาติหรือน้ำตกที่อยู่นอกเส้นทางหลัก วิธีการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่แออัด แต่ยังเป็นการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่ชุมชนท้องถิ่นที่หลากหลายมากขึ้น สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว

ตารางเปรียบเทียบการวางแผนท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมและการใช้ AI (TATAI)
คุณสมบัติ การวางแผนแบบดั้งเดิม การวางแผนด้วย AI (TATAI)
การวางแผนเส้นทาง อาศัยข้อมูลจากไกด์บุ๊กหรือรีวิวทั่วไป ซึ่งอาจไม่ทันสมัยและแนะนำสถานที่ซ้ำๆ สร้างเส้นทางเฉพาะบุคคลแบบไดนามิก โดยอิงจากความสนใจและข้อมูลเรียลไทม์
การจัดการความแออัด นักท่องเที่ยวไม่มีข้อมูลความหนาแน่นล่วงหน้า ทำให้เสี่ยงต่อการเจอคนเยอะ วิเคราะห์และคาดการณ์ความหนาแน่น พร้อมเสนอทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงจุดแออัด
ความเป็นส่วนบุคคล แผนการเดินทางมักเป็นแบบสำเร็จรูป ไม่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะตัว ปรับเปลี่ยนแผนได้ตามความสนใจ งบประมาณ และสไตล์การเดินทางของแต่ละคน
การค้นพบสิ่งใหม่ มีแนวโน้มที่จะไปแต่สถานที่ยอดนิยม ทำให้พลาดโอกาสสำรวจเมืองรอง แนะนำแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และกิจกรรมใหม่ๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ เพื่อกระจายรายได้
การอัปเดตข้อมูล ข้อมูลคงที่ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ ให้ข้อมูลและคำแนะนำที่อัปเดตตลอดเวลาตามสภาพอากาศและการจราจรจริง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการนำ AI มาใช้ในภาคการท่องเที่ยว

การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์ม TATAI ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตั้งแต่นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น

สำหรับนักท่องเที่ยว: ประสบการณ์ที่เหนือกว่า

นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น สะดวกสบาย และน่าประทับใจยิ่งขึ้น แผนการเดินทางที่สร้างโดย AI ช่วยลดเวลาและความยุ่งยากในการวางแผน ทำให้สามารถใช้เวลาไปกับการดื่มด่ำประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ การหลีกเลี่ยงความแออัดหมายถึงการได้ชื่นชมความงามของสถานที่ต่างๆ อย่างสงบสุขมากขึ้น นอกจากนี้ การได้รับคำแนะนำที่ตรงกับความสนใจอย่างแท้จริงยังช่วยให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบแง่มุมใหม่ๆ ของประเทศไทยที่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อน

สำหรับผู้ประกอบการและชุมชน: สู่ความยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในเมืองรองหรือพื้นที่นอกกระแสหลัก TATAI เปรียบเสมือนช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบและเข้าถึงธุรกิจของพวกเขาได้ง่ายขึ้น เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ใหม่ๆ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถให้ข้อมูลเชิงลึก (Data Insights) แก่ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น ในภาพรวม การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวช่วยลดภาระของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนทั่วประเทศ

ความร่วมมือและอนาคตของการท่องเที่ยวไทยด้วย AI

ททท. ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาแพลตฟอร์มภายใน แต่ยังมองไปถึงการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบ ผ่านความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในวงกว้าง

เทคโนโลยีจาก Google และ Generative AI

เพื่อให้แพลตฟอร์ม TATAI มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือสูงสุด ททท. ได้เลือกใช้เทคโนโลยี AI ชั้นนำจาก Google ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลกในด้านความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและการเรียนรู้ของเครื่อง นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความเป็นไปได้ในการนำ Generative AI เข้ามาใช้ในอนาคต ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเอง เช่น การสร้างรูปภาพหรือวิดีโอจำลองประสบการณ์การท่องเที่ยวในเส้นทางที่แนะนำ หรือการเขียนคำบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในสไตล์ที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น

งานประชุมระดับโลก: NAS SUMMIT BANGKOK 2025

เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมการท่องเที่ยว ททท. ยังได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับโลกอย่าง NAS SUMMIT BANGKOK 2025 ซึ่งเป็นการรวมตัวของครีเอเตอร์และผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์กว่า 1,000 รายจากทั่วทุกมุมโลก งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างสรรค์และถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยไปสู่สายตาชาวโลกในวงกว้าง และกระตุ้นให้เกิดการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย

บทสรุป: ก้าวต่อไปของการท่องเที่ยวไทยในยุคดิจิทัล

การที่ ททท. ใช้ AI! จัดคิวเที่ยวทั่วไทย แก้ปัญหาคนล้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญและเป็นทิศทางที่ถูกต้องสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ และนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวส่วนบุคคลผ่านแพลตฟอร์ม TATAI ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้มีความพิเศษและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวอัจฉริยะ (Smart Tourism Destination) ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์ทรัพยากร และการกระจายประโยชน์สู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน การมาถึงของเทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือใหม่ แต่เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นยุคใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ที่ทั้งชาญฉลาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองความต้องการของนักเดินทางในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง