Home » ลดหย่อนภาษี 68: RMF/SSF กองไหนดาวเด่นน่าเก็บเข้าพอร์ต?

ลดหย่อนภาษี 68: RMF/SSF กองไหนดาวเด่นน่าเก็บเข้าพอร์ต?

สารบัญ

การวางแผนเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของปีที่นักลงทุนต่างมองหาเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปพร้อมกัน สำหรับปีภาษี 2568 การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของกองทุนบางประเภทส่งผลให้นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนปี 2568

  • กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) จะกลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการลดหย่อนภาษีและการออมเพื่อการเกษียณในระยะยาว เนื่องจากยังคงสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้อย่างต่อเนื่อง
  • กองทุน SSF (Super Savings Fund) สิ้นสุดระยะเวลาการให้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว โดยการลงทุนในปี 2567 เป็นปีสุดท้ายที่สามารถใช้สิทธิ์ได้ การลงทุนใน SSF ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป จะไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้อีก
  • วงเงินลดหย่อนภาษีรวม สำหรับกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณ (RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., ประกันบำนาญ เป็นต้น) ยังคงจำกัดเพดานสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
  • กองทุน Thai ESG กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขและวงเงินที่แยกต่างหาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

ภูมิทัศน์การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีที่เปลี่ยนแปลงไป

การวางแผน ลดหย่อนภาษี 68: RMF/SSF กองไหนดาวเด่นน่าเก็บเข้าพอร์ต? จำเป็นต้องพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน SSF ซึ่งเคยเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการออมระยะกลางถึงยาว การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่ต้องการวางแผนภาษีต้องหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องมือการลงทุนประเภทอื่นที่มีอยู่แทน

สำหรับผู้เสียภาษี โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้สูง การทำความเข้าใจเงื่อนไขของกองทุนแต่ละประเภทจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างเหมาะสมและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันท่วงทีไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดภาษี แต่ยังเป็นการสร้างวินัยทางการออมเพื่อเป้าหมายในอนาคต เช่น การเกษียณอายุ อีกด้วย

กองทุน RMF: เครื่องมือหลักเพื่อการเกษียณและลดหย่อนภาษี

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของ SSF ทำให้กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) กลับมามีบทบาทโดดเด่นในฐานะเครื่องมือหลักสำหรับการวางแผนภาษีควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ

วัตถุประสงค์และเงื่อนไขของ RMF

วัตถุประสงค์หลักของ กองทุน RMF คือการส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณอายุ ดังนั้นเงื่อนไขการลงทุนจึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างวินัยทางการออมอย่างต่อเนื่อง

เงื่อนไขสำคัญของการลงทุนใน RMF ประกอบด้วย:

  • การลงทุนต่อเนื่อง: ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนในกองทุน RMF อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน (เว้นแต่ปีนั้นไม่มีเงินได้)
  • จำนวนเงินลงทุน: ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำต่อปี ทำให้มีความยืดหยุ่นสำหรับผู้ลงทุนที่มีรายได้แตกต่างกัน
  • ระยะเวลาการถือครอง: ผู้ลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุนจนกระทั่งมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาลงทุนใน RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุน)

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF

เงินลงทุนในกองทุน RMF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินในแต่ละปี แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม วงเงิน 500,000 บาทนี้จะต้องนับรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ ด้วย ได้แก่

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

ตัวอย่าง: หากบุคคลหนึ่งมีเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 150,000 บาทในปีนั้น จะสามารถซื้อ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกสูงสุด 350,000 บาท (500,000 – 150,000) ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน

ความเหมาะสมในการลงทุน RMF

กองทุน RMF เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ วางแผนภาษี อย่างจริงจังและมีเป้าหมายการออมเพื่อการเกษียณที่ชัดเจน ผู้ลงทุนควรมีความสามารถในการลงทุนอย่างต่อเนื่องและยอมรับเงื่อนไขการถือครองหน่วยลงทุนในระยะยาวจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ได้ ด้วยความยืดหยุ่นของนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ (ตลาดเงิน, ตราสารหนี้) ไปจนถึงความเสี่ยงสูง (หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ) ทำให้ RMF สามารถตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้ทุกระดับความเสี่ยง

กองทุน SSF: บทสรุปและแนวทางปฏิบัติหลังสิ้นสุดสิทธิประโยชน์

กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ SSF (Super Savings Fund) ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นมาตรการพิเศษเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนระหว่างปี 2563 ถึง 2567 เท่านั้น

สถานะปัจจุบันของกองทุน SSF

สำหรับปีภาษี 2568 (การลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป) การซื้อหน่วยลงทุนใน กองทุน SSF จะไม่สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม กองทุน SSF ที่เปิดขายอยู่จะยังคงดำเนินต่อไปในฐานะกองทุนรวมทั่วไป นักลงทุนสามารถซื้อ-ขายหน่วยลงทุนได้ตามปกติ แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนใหม่

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน SSF เดิม

สำหรับผู้ที่เคยลงทุนในกองทุน SSF เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในช่วงปี 2563-2567 ยังคงมีภาระผูกพันตามเงื่อนไขเดิม คือต้องถือครองหน่วยลงทุนที่ซื้อไว้ให้ครบ 10 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน)

ข้อควรระวัง: การขายคืนหน่วยลงทุน SSF ก่อนครบกำหนด 10 ปี จะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไข ผู้ลงทุนจะต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไปทั้งหมด พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย และกำไรจากการขายคืน (ถ้ามี) จะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีในปีที่ขายคืนด้วย

ดังนั้น ผู้ที่ถือครองหน่วยลงทุน SSF อยู่ ควรตรวจสอบวันครบกำหนดของแต่ละยอดการลงทุนและปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับไว้

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง RMF และ SSF

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบเงื่อนไขหลักของกองทุนทั้งสองประเภทจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจถึงลักษณะและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

ตารางเปรียบเทียบเงื่อนไขสำคัญของกองทุน RMF และ SSF โดยอ้างอิงข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หัวข้อ กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) กองทุน SSF (Super Savings Fund)
วัตถุประสงค์หลัก การออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ การออมระยะยาว (10 ปีขึ้นไป)
เงื่อนไขการลงทุน ต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีละครั้ง (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) ไม่มีขั้นต่ำ ไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกปี
ระยะเวลาถือครอง ถือครองจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ
สิทธิลดหย่อนภาษี สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (ยังคงสิทธิ์ต่อเนื่อง) สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (สิ้นสุดสิทธิ์สำหรับเงินลงทุนตั้งแต่ปี 2568)
วงเงินลดหย่อนรวม รวมกับ PVD, กบข., ประกันบำนาญ ฯลฯ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับ RMF, PVD, กบข. ฯลฯ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ความเหมาะสม ผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณอย่างมีวินัยและลงทุนระยะยาวมาก ผู้ที่ต้องการออมระยะยาวแบบยืดหยุ่น (ปัจจุบันไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้แล้ว)

กองทุน Thai ESG: ทางเลือกใหม่ของการลงทุนอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากกองทุน RMF แล้ว ปัจจุบันยังมีกองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG (Thailand ESG Fund) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีพร้อมกับการสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

แนวคิดและเงื่อนไขของ Thai ESG

กองทุน Thai ESG มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ของไทย เช่น หุ้นหรือตราสารหนี้ ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจทั่วโลก

เงื่อนไขการลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมีดังนี้:

  • วงเงินลดหย่อน: สามารถนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (หมายเหตุ: ข้อมูลจากงานวิจัยระบุวงเงิน 300,000 บาท ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำหรับมาตรการพิเศษในอดีต ตามประกาศล่าสุดวงเงินอยู่ที่ 100,000 บาท) วงเงินนี้เป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แยกต่างหากจากวงเงิน 500,000 บาทของกลุ่ม RMF และ PVD
  • ระยะเวลาถือครอง: ต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 8 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ (หมายเหตุ: ข้อมูลจากงานวิจัยระบุ 5 ปี ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขในช่วงแรก ตามประกาศล่าสุดคือ 8 ปี)

จุดเด่นของกองทุน Thai ESG

Thai ESG เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมหลังจากใช้สิทธิ์ในกลุ่ม RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจนเต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว หรือสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการให้เงินลงทุนของตนเองสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนทางการเงินในระยะยาว

กลยุทธ์การเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2568

เมื่อทราบถึงตัวเลือกและเงื่อนไขต่างๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางกลยุทธ์เพื่อเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด โดยเฉพาะการพิจารณาว่า RMF กองไหนดี สำหรับพอร์ตการลงทุน

การประเมินเป้าหมายทางการเงินส่วนบุคคล

ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรเริ่มต้นจากการทบทวนเป้าหมายทางการเงินของตนเองเสียก่อน:

  • ระยะเวลาการลงทุน: เหลือเวลากี่ปีจนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์? หากมีระยะเวลาลงทุนยาวนาน อาจพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้
  • ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้: ประเมินว่าสามารถรับความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุนได้มากน้อยเพียงใด เพื่อเลือกนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกัน
  • สถานะทางการเงิน: ประเมินรายได้และภาระค่าใช้จ่ายเพื่อกำหนดจำนวนเงินลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละปี โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่อง

การคัดเลือกนโยบายการลงทุนของ RMF

กองทุน RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย นักลงทุนสามารถเลือกได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น

  • RMF ตราสารหนี้: เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นการรักษาเงินต้น
  • RMF แบบผสม: ลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง
  • RMF หุ้นไทย: ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เหมาะสำหรับผู้ที่คาดหวังผลตอบแทนสูงและรับความผันผวนได้มาก
  • RMF หุ้นต่างประเทศ: ลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกหรือภูมิภาคต่างๆ เป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไม่มีในประเทศไทย

การพิจารณาควรดูจากผลการดำเนินงานในอดีต ค่าธรรมเนียมการจัดการ และปรัชญาการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ประกอบกัน

การพิจารณา Thai ESG เป็นส่วนเสริม

หลังจากวางแผนการลงทุนใน RMF และกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ จนใกล้เต็มวงเงิน 500,000 บาทแล้ว หากยังมีศักยภาพในการลงทุนและต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่ม การลงทุนในกองทุน Thai ESG ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 100,000 บาท

ขั้นตอนสำคัญก่อนการลงทุน

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องดำเนินการคือ การแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับ บลจ. ที่ลงทุน ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา การไม่แจ้งความประสงค์อาจทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี ดังนั้น ควรตรวจสอบและดำเนินการให้เรียบร้อยทุกครั้งที่มีการลงทุน

บทสรุปและแนวทางการวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผน ลดหย่อนภาษี 2568 มีความท้าทายที่แตกต่างจากปีก่อนๆ เนื่องจากการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ของกองทุน SSF ทำให้นักลงทุนต้องปรับมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนใหม่ โดยมีกองทุน RMF เป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนภาษีและการออมเพื่อการเกษียณ ขณะที่กองทุน Thai ESG เข้ามาเป็นทางเลือกเสริมที่น่าสนใจ

การตัดสินใจลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกกองทุนที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง การศึกษาข้อมูลเงื่อนไขต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนและการติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายทางการเงินและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด