ลดหย่อนภาษี 2569: คู่มือใช้สิทธิ์ Easy E-Receipt ฉบับเต็ม
- สรุปประเด็นสำคัญของ Easy E-Receipt
- ทำความรู้จักมาตรการ Easy E-Receipt 2.0
- เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ์อย่างละเอียด
- สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ
- ขั้นตอนการใช้สิทธิ์สำหรับผู้เสียภาษี
- การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ
- เปรียบเทียบ Easy E-Receipt กับมาตรการในอดีต
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Easy E-Receipt
- บทสรุปและการวางแผนเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด
มาถึงช่วงต้นปีอีกครั้งกับการวางแผนภาษี ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน และหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพคือสิทธิลดหย่อนต่างๆ สำหรับปีภาษี 2568 ที่จะยื่นในช่วงต้นปี 2569 ภาครัฐได้นำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้งในชื่อ Easy E-Receipt ดังนั้น บทความนี้คือคู่มือฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับ **ลดหย่อนภาษี 2569: คู่มือใช้สิทธิ์ Easy E-Receipt ฉบับเต็ม** ที่จะรวบรวมทุกเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการใช้สิทธิ์ เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ได้อย่างเต็มที่และถูกต้อง
สรุปประเด็นสำคัญของ Easy E-Receipt

- วงเงินลดหย่อน: สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนค่าซื้อสินค้าและบริการได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
- ระยะเวลาโครงการ: สำหรับการซื้อสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 เท่านั้น
- หลักฐานสำคัญ: ต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) จากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในระบบของกรมสรรพากร
- ผู้มีสิทธิ์: เฉพาะบุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ไม่รวมนิติบุคคลหรือคณะบุคคล
- การใช้สิทธิ์: นำเอกสารไปใช้ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) สำหรับปีภาษี 2568 ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569
ทำความรู้จักมาตรการ Easy E-Receipt 2.0
มาตรการ Easy E-Receipt เป็นโครงการที่ภาครัฐจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันบางส่วนมาหักลดหย่อนภาษีได้ ทำให้ภาระภาษีที่ต้องชำระลดลง
นิยามและความสำคัญต่อเศรษฐกิจ
Easy E-Receipt 2.0 คือมาตรการที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสามารถออกใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบของกรมสรรพากร มาใช้เป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
ความสำคัญของมาตรการนี้มีสองมิติหลัก มิติแรกคือการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยจูงใจให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ร้านค้าและผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มิติที่สองคือการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยผลักดันให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมผ่านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยลดการใช้กระดาษ ลดต้นทุนการจัดเก็บเอกสาร และเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อมูลภาษีของภาครัฐในระยะยาว
หัวใจหลัก: ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
ความแตกต่างที่สำคัญของมาตรการนี้เมื่อเทียบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีต คือการกำหนดให้ใช้เฉพาะหลักฐานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ได้แก่ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่เพียงไฟล์ PDF หรือรูปภาพของใบเสร็จทั่วไป แต่เป็นเอกสารที่ผู้ประกอบการจัดทำและนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนด ทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้โดยตรงจากภาครัฐ ผู้เสียภาษีจึงไม่ต้องเก็บเอกสารฉบับกระดาษเพื่อยื่นแก่เจ้าหน้าที่อีกต่อไป เพียงแค่แจ้งเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักแก่ร้านค้าขณะทำรายการซื้อขายเท่านั้น
เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ์อย่างละเอียด
เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้อย่างถูกต้องและเต็มเม็ดเต็มหน่วย การทำความเข้าใจเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่างๆ ของโครงการจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
วงเงินลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท
วงเงินลดหย่อนสูงสุดที่ 50,000 บาทนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้ แต่เป็นยอดค่าใช้จ่ายสูงสุดที่สามารถนำไปหักออกจากเงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี วงเงินดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ดังนี้:
- ส่วนแรก: วงเงินไม่เกิน 30,000 บาท
สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการทั่วไปจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ได้ ซึ่งครอบคลุมสินค้าและบริการส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหารในร้านอาหาร, ค่าซื้อของในห้างสรรพสินค้า, ค่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ค่าบริการต่างๆ เป็นต้น - ส่วนที่สอง: วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท
สำหรับค่าซื้อสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) หรือสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน โดยต้องเป็นผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Receipt ได้เช่นกัน ส่วนนี้มีขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและสินค้าท้องถิ่นโดยเฉพาะ
ข้อควรทราบ: วงเงินทั้งสองส่วนนี้เป็นอิสระต่อกัน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 50,000 บาท หมายความว่า หากใช้จ่ายในส่วนแรกเต็ม 30,000 บาทแล้ว ก็ยังสามารถใช้จ่ายในส่วนที่สองเพื่อลดหย่อนเพิ่มได้อีกสูงสุด 20,000 บาท
ระยะเวลาของโครงการ
มาตรการ Easy E-Receipt มีผลบังคับใช้สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นและชำระเงินภายในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น คือตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 การซื้อสินค้าหรือรับบริการนอกเหนือจากช่วงเวลานี้ จะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีภายใต้โครงการนี้ได้ ดังนั้น การวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น
กลุ่มผู้มีสิทธิ์ใช้สิทธิ์ลดหย่อน
ผู้ที่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากมาตรการ Easy E-Receipt ได้ จะต้องเป็น บุคคลธรรมดา ที่มีเงินได้และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น โดยไม่สำคัญว่าจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ หากมีรายได้เกิดขึ้นในประเทศไทยก็สามารถใช้สิทธิ์ได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ ไม่ สามารถใช้ได้กับ:
- ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
- บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ
ไม่ใช่ทุกการใช้จ่ายจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ การทำความเข้าใจประเภทของสินค้าและบริการที่เข้าเกณฑ์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการยื่นภาษี
เกณฑ์การพิจารณาสินค้าและบริการที่ลดหย่อนได้
เกณฑ์หลักในการพิจารณาว่าสินค้าหรือบริการใดสามารถใช้สิทธิ์ได้ มี 3 ข้อ ดังนี้:
- ต้องเป็นการซื้อสินค้าหรือรับบริการภายในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น การซื้อสินค้าจากต่างประเทศหรือการใช้บริการในต่างประเทศไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
- ต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยสามารถสังเกตได้จากป้ายแสดงการจดทะเบียน VAT ที่ร้านค้า หรือสอบถามจากพนักงานโดยตรง
- ผู้ประกอบการนั้นต้องสามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ผ่านระบบของกรมสรรพากรได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด เพราะหากร้านค้าจดทะเบียน VAT แต่ยังไม่เข้าร่วมระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อนั้นก็จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
กรณีพิเศษ: ใบกำกับภาษีที่มีหลายรายการ
ในบางครั้ง ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หนึ่งใบอาจมีรายการสินค้าหรือบริการรวมอยู่ด้วยกันทั้งประเภทที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (หรือได้รับการยกเว้น) ในกรณีเช่นนี้ กรมสรรพากรกำหนดให้สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ เฉพาะค่าซื้อสินค้าและบริการในส่วนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น หากซื้อหนังสือ (ซึ่งได้รับการยกเว้น VAT) และเครื่องเขียน (เสีย VAT 7%) จากร้านเดียวกันและได้รับ e-Tax Invoice ใบเดียว จะสามารถนำเฉพาะมูลค่าของเครื่องเขียนมาคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีได้
ขั้นตอนการใช้สิทธิ์สำหรับผู้เสียภาษี
กระบวนการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt ไม่ซับซ้อน แต่ต้องใส่ใจในรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้แน่ใจว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน
1. ตรวจสอบร้านค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
ก่อนชำระเงิน ควรสอบถามร้านค้าหรือผู้ให้บริการให้แน่ใจว่าสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้หรือไม่ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มักจะมีป้ายประชาสัมพันธ์แจ้งให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจน การตรวจสอบล่วงหน้าจะช่วยป้องกันไม่ให้เสียสิทธิ์ไปอย่างน่าเสียดาย
2. การขอและรวบรวมเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
ในขั้นตอนการชำระเงิน ให้แจ้งความประสงค์ต่อพนักงานว่าต้องการรับ e-Tax Invoice เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี พร้อมทั้งแจ้ง เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของตนเองให้ถูกต้อง ร้านค้าจะบันทึกข้อมูลและดำเนินการออกเอกสารผ่านระบบ ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งตรงไปยังกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ผู้ซื้ออาจได้รับสำเนาเอกสารผ่านทางอีเมล หรือช่องทางอื่นตามที่ร้านค้ากำหนด
3. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
เมื่อได้รับสำเนา e-Tax Invoice ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยเฉพาะเลขประจำตัวประชาชนของผู้ซื้อและรายละเอียดของสินค้า/บริการ อย่างไรก็ตาม ตามแนวทางของกรมสรรพากร แม้ว่าชื่อหรือที่อยู่ของผู้ซื้อจะมีข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้เอกสารดังกล่าวหักลดหย่อนได้ หากมีรายการสินค้า/บริการครบถ้วนและเลขประจำตัวประชาชนถูกต้อง
4. การยื่นแบบแสดงรายการภาษี
ข้อมูลการใช้จ่ายทั้งหมดที่ออกผ่านระบบ e-Tax Invoice จะถูกรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากร เมื่อถึงช่วงเวลาการยื่นภาษี (มกราคม-มีนาคม 2569) ผู้เสียภาษีสามารถเข้าสู่ระบบการยื่นภาษีออนไลน์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วระบบจะดึงข้อมูลค่าลดหย่อน Easy E-Receipt มาแสดงให้อัตโนมัติ ผู้เสียภาษีมีหน้าที่เพียงตรวจสอบความถูกต้องและยืนยันข้อมูลเท่านั้น
การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ
สำหรับฝั่งผู้ประกอบการ การเข้าร่วมมาตรการนี้ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายและดึงดูดลูกค้า การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เข้าร่วมระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt
ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการลงทะเบียนเพื่อขอใช้งานระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt กับกรมสรรพากร ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสมของขนาดธุรกิจ ผู้ประกอบการควรศึกษาข้อมูลและดำเนินการสมัครล่วงหน้าเพื่อเตรียมระบบให้พร้อมใช้งานทันช่วงเวลาของโครงการ
เตรียมความพร้อมด้านซอฟต์แวร์และบุคลากร
ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมซอฟต์แวร์ที่รองรับการออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โปรแกรมบัญชี หรือระบบ ณ จุดขาย (POS) ที่เชื่อมต่อกับระบบของกรมสรรพากรได้ ควบคู่ไปกับการจัดอบรมพนักงานให้มีความเข้าใจในขั้นตอนการออกเอกสาร การให้ข้อมูลแก่ลูกค้า และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ
เปรียบเทียบ Easy E-Receipt กับมาตรการในอดีต
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมาตรการ Easy E-Receipt กับมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ที่หลายคนคุ้นเคยได้ดังตารางต่อไปนี้
| หัวข้อ | Easy E-Receipt (ปีภาษี 2568) | ช้อปดีมีคืน (ปีก่อนหน้า) |
|---|---|---|
| รูปแบบเอกสาร | e-Tax Invoice / e-Receipt เท่านั้น | ใบกำกับภาษีเต็มรูป (กระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์) |
| วงเงินลดหย่อนสูงสุด | 50,000 บาท (แบ่ง 2 ส่วน) | 30,000 – 40,000 บาท (ขึ้นอยู่กับปีที่จัด) |
| สินค้า OTOP | มีวงเงินแยกเฉพาะ 20,000 บาท | รวมอยู่ในวงเงินหลัก |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริม Digital Economy | กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Easy E-Receipt
คำถาม: การซื้อสินค้าออนไลน์สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้หรือไม่?
คำตอบ: สามารถใช้สิทธิ์ได้ หากผู้ขายออนไลน์เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย และสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ผ่านระบบของกรมสรรพากรได้ ควรตรวจสอบกับแพลตฟอร์มหรือร้านค้าออนไลน์นั้นๆ ก่อนทำการสั่งซื้อ
คำถาม: หากใบกำกับภาษีที่ได้รับไม่มีชื่อ-นามสกุล แต่มีเลขบัตรประชาชนถูกต้อง จะยังใช้ได้หรือไม่?
คำตอบ: สามารถใช้ได้ ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรที่ระบุว่า หากเลขประจำตัวประชาชนถูกต้องและรายการสินค้าครบถ้วน แม้ข้อมูลชื่อหรือที่อยู่ไม่สมบูรณ์ก็ยังสามารถใช้หักลดหย่อนได้
คำถาม: วงเงิน 30,000 บาทสำหรับสินค้าทั่วไป และ 20,000 บาทสำหรับสินค้า OTOP ต้องใช้อย่างไร?
คำตอบ: วงเงินทั้งสองส่วนแยกจากกันอย่างชัดเจน สามารถใช้จ่ายสำหรับสินค้าทั่วไปได้สูงสุด 30,000 บาท และใช้จ่ายสำหรับสินค้า OTOP ได้สูงสุด 20,000 บาท โดยยอดรวมทั้งหมดที่นำมาลดหย่อนต้องไม่เกิน 50,000 บาท
คำถาม: หากซื้อสินค้าและบริการรวมกันเกิน 50,000 บาท จะสามารถลดหย่อนได้เท่าไหร่?
คำตอบ: จะสามารถนำไปลดหย่อนได้สูงสุดตามเพดานที่กำหนดคือ 50,000 บาทเท่านั้น ส่วนที่เกินจะไม่สามารถนำมาคำนวณได้
คำถาม: จำเป็นต้องเก็บเอกสารตัวจริงหรือไฟล์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานหรือไม่?
คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องเก็บในรูปแบบกระดาษ เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งและจัดเก็บในระบบของกรมสรรพากรโดยตรง ทำให้สะดวกต่อการตรวจสอบและยื่นภาษีออนไลน์
บทสรุปและการวางแผนเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด
มาตรการ **ลดหย่อนภาษี 2569: คู่มือใช้สิทธิ์ Easy E-Receipt ฉบับเต็ม** ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาในการลดภาระภาษีประจำปี พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และผลักดันสังคมไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ อย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวงเงินลดหย่อน ระยะเวลาโครงการ ประเภทสินค้าและบริการที่เข้าร่วม รวมถึงขั้นตอนการขอและใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ดังนั้น การเริ่มต้นวางแผนการใช้จ่ายในช่วงวันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเลือกซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จึงเป็นกลยุทธ์การวางแผนภาษีที่ชาญฉลาดและไม่ควรมองข้าม เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดของตนเอง