Home » โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: เช็คลิสต์ RMF-SSF-ประกัน

โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: เช็คลิสต์ RMF-SSF-ประกัน

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของปีภาษี การเตรียมความพร้อมสำหรับโค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: เช็คลิสต์ RMF-SSF-ประกัน ถือเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน การวางแผนที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินและโอกาสในการลงทุนเพื่อเป้าหมายในระยะยาวอีกด้วย

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษี

  • SSF (Super Saving Fund): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ
  • RMF (Retirement Mutual Fund): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และมีระยะเวลาลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • ประกันชีวิตและประกันบำนาญ: เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท ส่วนประกันบำนาญสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท (15% ของเงินได้)
  • เพดานการลดหย่อนรวม: เมื่อรวมยอดลงทุนใน RMF, SSF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กอช. และประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
  • การแจ้งความประสงค์: ผู้ลงทุนใน RMF และ SSF ต้องแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ภายในวันทำการสุดท้ายของปี เพื่อให้ บลจ. นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร

ความสำคัญของการวางแผนภาษีในช่วงปลายปี

การวางแผนภาษีเป็นกระบวนการที่ควรดำเนินการตลอดทั้งปี แต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายในการพิจารณาและเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อนสิ้นสุดรอบปีภาษีในวันที่ 31 ธันวาคม สำหรับผู้มีเงินได้ โดยเฉพาะพนักงานประจำ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: เช็คลิสต์ RMF-SSF-ประกัน จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การวางแผนภาษีที่ดีไม่เพียงช่วยลดจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การตัดสินใจในช่วงเวลานี้จึงส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องทางการเงินและแผนการเกษียณในอนาคต

เจาะลึกกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษี: RMF และ SSF

กองทุนรวมถือเป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละรายได้ โดยกองทุนหลักที่ใช้ในการวางแผนภาษีคือ RMF และ SSF ซึ่งมีวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)

SSF หรือ Super Saving Fund เป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว มีความยืดหยุ่นสูงในด้านนโยบายการลงทุน โดยสามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้ทุกประเภท ตั้งแต่ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปีภาษี

เงื่อนไขสำคัญของ SSF คือต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ (วันชนวัน) จึงจะสามารถขายคืนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี ข้อดีของ SSF คือไม่มีข้อกำหนดเรื่องการลงทุนต่อเนื่องทุกปี และไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน ทำให้มีความยืดหยุ่นสำหรับผู้ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

RMF หรือ Retirement Mutual Fund เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายหลักเพื่อการออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณอย่างแท้จริง ผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

เงื่อนไขของ RMF จะมีความเข้มงวดกว่า SSF เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การออมเพื่อการเกษียณ โดยผู้ลงทุนจะต้องลงทุนต่อเนื่องไปจนถึงอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาการลงทุนสะสมไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม นอกจากนี้ โดยทั่วไปแล้วยังมีเงื่อนไขที่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปี) เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลงทุนใน RMF จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างจริงจังและมีวินัยในการลงทุนสม่ำเสมอ

เพดานการลดหย่อนร่วมและข้อควรระวัง

สิ่งสำคัญที่ผู้เสียภาษีต้องทำความเข้าใจคือ เพดานการลดหย่อนภาษีรวมสำหรับกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งประกอบด้วย เงินลงทุนใน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีภาษี ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนใน RMF ควรตรวจสอบยอดสะสมจากกองทุนอื่นๆ ในกลุ่มนี้เสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนเกินสิทธิ ซึ่งจะไม่ได้รับประโยชน์ทางภาษีในส่วนที่เกินไป

ตารางเปรียบเทียบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของกองทุน RMF และ SSF สำหรับปีภาษี 2568
หัวข้อ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
วัตถุประสงค์ ส่งเสริมการออมระยะยาว ส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ
วงเงินลดหย่อน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
เพดานลดหย่อนรวม ไม่มี (พิจารณาแยกต่างหาก) รวมกับ PVD/กบข./ประกันบำนาญ ฯลฯ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ระยะเวลาถือครอง ไม่น้อยกว่า 10 ปีเต็ม (นับจากวันซื้อ) ลงทุนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
เงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่อง ไม่มี ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปี)
นโยบายการลงทุน ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท

การลดหย่อนภาษีผ่านผลิตภัณฑ์ประกัน

การลดหย่อนภาษีผ่านผลิตภัณฑ์ประกัน

นอกจากการลงทุนในกองทุนรวมแล้ว ผลิตภัณฑ์ประกันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญในการบริหารภาษี ควบคู่ไปกับการสร้างความคุ้มครองและความมั่นคงทางการเงิน

ประกันชีวิตทั่วไป

เบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี การซื้อประกันชีวิตไม่เพียงช่วยลดหย่อนภาษี แต่ยังเป็นการสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝันอีกด้วย ทั้งนี้ ควรพิจารณาเลือกแบบประกันที่สอดคล้องกับความต้องการด้านความคุ้มครองและภาระทางการเงินของตนเอง

ประกันบำนาญ

ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอหลังเกษียณอายุ เบี้ยประกันบำนาญสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี ที่สำคัญคือ สิทธิลดหย่อนในส่วนนี้จะถูกนับรวมอยู่ในเพดาน 500,000 บาทร่วมกับ RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอื่นๆ การเลือกประกันบำนาญจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการการันตีกระแสเงินสดในวัยเกษียณและต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้เต็มเพดาน

ขั้นตอนสำคัญที่ห้ามพลาด: การแจ้งสิทธิลดหย่อนภาษี

หนึ่งในข้อกำหนดที่สำคัญซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2565 และผู้ลงทุนหลายรายอาจยังไม่ทราบ คือ กฎเกณฑ์ของกรมสรรพากรที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุน RMF และ SSF ต้องแจ้งความประสงค์ไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ตนเองซื้อหน่วยลงทุนไว้

การแจ้งความประสงค์นี้จะต้องดำเนินการภายในวันทำการสุดท้ายของปีภาษีนั้นๆ เพื่อให้ บลจ. สามารถรวบรวมและส่งข้อมูลการลงทุนของท่านให้กับกรมสรรพากรโดยตรง หากไม่มีการแจ้งความประสงค์ดังกล่าว ผู้ลงทุนจะไม่สามารถนำยอดเงินลงทุนไปใช้ในการยื่นลดหย่อนภาษีได้

อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือการแจ้งความประสงค์นี้ทำเพียงครั้งเดียวต่อหนึ่ง บลจ. และจะมีผลครอบคลุมการลงทุนในปีต่อๆ ไปโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องแจ้งใหม่ทุกปี ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ดำเนินการแจ้งความประสงค์กับทุก บลจ. ที่มีบัญชีกองทุนอยู่เรียบร้อยแล้ว

รายการลดหย่อนภาษีอื่นๆ ที่น่าสนใจในปี 2568

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการลงทุนและการประกันแล้ว ยังมีรายการลดหย่อนภาษีพื้นฐานและมาตรการพิเศษอื่นๆ ที่สามารถช่วยลดภาระภาษีได้เช่นกัน

สิทธิลดหย่อนส่วนบุคคลและครอบครัว

ผู้มีเงินได้ทุกคนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาทโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีสิทธิลดหย่อนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ได้แก่:

  • ลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท (ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีเงินได้)
  • ลดหย่อนบุตร: คนละ 30,000 บาท และสำหรับบุตรคนที่สองเป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จะสามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
  • ลดหย่อนอุปการะบิดามารดา: คนละ 30,000 บาท (บิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท)
  • ลดหย่อนอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ: คนละ 60,000 บาท

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค

ในปี 2568 รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2568 มาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท โดยต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เท่านั้น

ทางเลือกใหม่เพื่อความยั่งยืน: กองทุนรวมไทย ESG (TESG)

สำหรับปีภาษี 2568 มีทางเลือกในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเข้ามา คือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG (TESG) ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) กองทุนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืนในประเทศ

ผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนในกองทุน TESG มาหักลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยสิทธิลดหย่อนนี้เป็นวงเงินพิเศษ แยกต่างหากจากวงเงิน 500,000 บาทของกลุ่มการออมเพื่อเกษียณ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม หรือผู้ที่ลงทุนใน RMF/SSF จนเต็มสิทธิแล้ว เงื่อนไขสำคัญคือต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ

สรุปแนวทางการวางแผนภาษีโค้งสุดท้าย

การวางแผนในช่วงโค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568: เช็คลิสต์ RMF-SSF-ประกัน เป็นช่วงเวลาที่ต้องอาศัยความรอบคอบในการตัดสินใจ ผู้เสียภาษีควรเริ่มต้นจากการประเมินรายได้ทั้งปีของตนเอง เพื่อคำนวณฐานภาษีและจำนวนเงินที่ต้องการลดหย่อน จากนั้นจึงพิจารณาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ควรตรวจสอบสิทธิลดหย่อนที่มีอยู่แล้ว เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อคำนวณวงเงินที่ยังสามารถลงทุนเพิ่มใน RMF หรือประกันบำนาญได้ภายในเพดาน 500,000 บาท พร้อมทั้งพิจารณาการลงทุนใน SSF หรือ TESG หากยังมีศักยภาพในการออมและต้องการสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดำเนินการทุกอย่างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาของปีภาษี รวมถึงการแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อนกับ บลจ. เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่และถูกต้องตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร การเตรียมตัวอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การจัดการภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสถานะทางการเงินในระยะยาว