Home » ลดหย่อนภาษี 68 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ทำได้จริงหรือ?

ลดหย่อนภาษี 68 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ทำได้จริงหรือ?

สารบัญ

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาษี โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “ลดหย่อนภาษี 68 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ทำได้จริงหรือ?” ซึ่งเป็นหัวข้อที่ต้องการความชัดเจนเพื่อการวางแผนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีนโยบายให้นำมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ลดหย่อนภาษีได้โดยตรง แต่ภาครัฐได้ออกมาตรการสำคัญเพื่อสนับสนุนตลาดนี้ นั่นคือการ “ยกเว้นภาษี” เงินได้จากกำไรส่วนทุน ซึ่งถือเป็นประโยชน์ทางภาษีรูปแบบหนึ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจ

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล 2568

  • ไม่ใช่การลดหย่อนภาษีโดยตรง: การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนจากเงินได้พึงประเมิน เหมือนกับการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  • สิทธิประโยชน์หลักคือการยกเว้นภาษี: นักลงทุนบุคคลธรรมดาจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรที่เกิดจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Capital Gains) หากทำธุรกรรมผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.
  • ระยะเวลาของมาตรการ: นโยบายการยกเว้นภาษีกำไรส่วนทุนนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub)
  • เงื่อนไขมีความสำคัญ: การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีขึ้นอยู่กับการทำธุรกรรมผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น การซื้อขายนอกระบบหรือผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่เข้าข่ายการยกเว้นภาษีนี้
  • ควรพิจารณาทางเลือกอื่นร่วมด้วย: สำหรับการลดหย่อนภาษีปี 2568 นักลงทุนควรพิจารณาเครื่องมืออื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น โครงการ Easy E-Receipt 2.0 หรือการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)

ภาพรวมการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลกับการวางแผนภาษี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์การลงทุนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วยการเกิดขึ้นของสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล สินทรัพย์ประเภทนี้ได้กลายเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่และนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายด้านกฎระเบียบและภาษีอากร การวางแผนภาษีจึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับนักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนเป็นไปอย่างถูกต้องและได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายของภาครัฐ

ความสำคัญของนโยบายภาษีต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

นโยบายภาษีมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเอื้อต่อการลงทุนสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากทั้งในและต่างประเทศ กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม และส่งเสริมการเติบโตของระบบนิเวศโดยรวม การที่รัฐบาลไทยประกาศยกเว้นภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงถึงความพยายามในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับภูมิภาค มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางภาษีให้กับนักลงทุน แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมาย ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยให้กับตลาด

กลุ่มนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบ

นโยบายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาตรการนี้ นักลงทุนเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษา ไปจนถึงนักเทรดที่มีประสบการณ์ การทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อกำหนดทางภาษีจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย การถือครอง หรือการทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล การวางแผนที่ดีจะช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับข้อบังคับทางกฎหมาย

เจาะลึกมาตรการภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2568

ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนในปี 2568 คือการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “การลดหย่อนภาษี” ซึ่งเป็นคำที่คุ้นเคย กับ “การยกเว้นภาษี” ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์หลักที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน การแยกแยะสองแนวคิดนี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตอบคำถาม “ลดหย่อนภาษี 68 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ทำได้จริงหรือ?” ได้อย่างถูกต้อง

การยกเว้นภาษีกำไรส่วนทุน (Capital Gains Tax)

กำไรส่วนทุน หรือ Capital Gains คือผลกำไรที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างของราคาขายและราคาซื้อสินทรัพย์ลงทุน โดยปกติแล้ว กำไรส่วนนี้จะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทหนึ่งที่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล รัฐบาลได้ออกมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับกำไรส่วนนี้โดยเฉพาะ

มาตรการดังกล่าวระบุว่า เงินได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล (เฉพาะกำไร) ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่าการทำธุรกรรมนั้นจะต้องเกิดขึ้นผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เท่านั้น ซึ่งรวมถึงศูนย์ซื้อขาย (Exchange), นายหน้า (Broker), และผู้ค้า (Dealer) ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

ตัวอย่าง: นักลงทุนซื้อคริปโทเคอร์เรนซี A ในราคา 200,000 บาท ผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย และต่อมาได้ขายไปในราคา 280,000 บาท ในปี 2568 กำไรที่เกิดขึ้นจำนวน 80,000 บาท จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ความแตกต่างที่สำคัญ: การลดหย่อน vs. การยกเว้นภาษี

เพื่อความชัดเจนในการวางแผนภาษี การทำความเข้าใจความแตกต่างของคำศัพท์สองคำนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง:

  • การลดหย่อนภาษี (Tax Deduction): คือสิทธิประโยชน์ในการนำค่าใช้จ่ายบางรายการไปหักออกจาก “เงินได้พึงประเมิน” ก่อนนำไปคำนวณภาษี ทำให้ฐานภาษีที่ต้องจ่ายลดลง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ค่าลดหย่อนบุตร, เบี้ยประกันชีวิต, และเงินลงทุนในกองทุน SSF/RMF/Thai ESG การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่สามารถ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีในลักษณะนี้ได้
  • การยกเว้นภาษี (Tax Exemption): คือการกำหนดให้เงินได้บางประเภท ไม่ต้อง นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตั้งแต่แรก ทำให้เงินได้ส่วนนั้นปลอดภาระภาษีโดยสิ้นเชิง กรณีของสินทรัพย์ดิจิทัลคือกำไรจากการขาย ซึ่งเข้าข่ายการยกเว้นภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามหลักคือ การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไม่สามารถนำไป “ลดหย่อนภาษี” ได้ แต่ให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบของ “การยกเว้นภาษี” สำหรับกำไรที่เกิดขึ้น ซึ่งยังคงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักลงทุน

ประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลและเงื่อนไขการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กล่าวมาครอบคลุมสินทรัพย์ดิจิทัลตามคำนิยามของพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก การทำความเข้าใจขอบเขตของสินทรัพย์ที่เข้าข่ายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล

  1. คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency): คือหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีความประสงค์เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือสิทธิต่าง ๆ ตัวอย่างที่รู้จักกันดี ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) เป็นต้น กำไรจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้เข้าข่ายการยกเว้นภาษี
  2. โทเคนดิจิทัล (Digital Token): คือหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุน (Investment Token) หรือการได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่น ๆ ที่เฉพาะเจาะจง (Utility Token) กำไรที่เกิดจากการซื้อขายโทเคนดิจิทัลที่จดทะเบียนและซื้อขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตก็อยู่ภายใต้มาตรการยกเว้นภาษีเช่นเดียวกัน

เงื่อนไขหลัก: การซื้อขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต

หัวใจสำคัญของการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี คือ “ช่องทางการทำธุรกรรม” นักลงทุนจะต้องซื้อและขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ของประเทศไทยเท่านั้น การทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือการซื้อขายโดยตรงระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer) ที่ไม่ได้ผ่านตัวกลางที่กำกับดูแล จะไม่เข้าเงื่อนไขการยกเว้นภาษีนี้ ซึ่งหมายความว่าหากมีกำไรเกิดขึ้นจากการซื้อขายนอกระบบ นักลงทุนยังคงมีหน้าที่ต้องนำกำไรดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามปกติ

กิจกรรมที่ไม่เข้าข่ายการยกเว้นภาษี

เป็นที่น่าสังเกตว่ามาตรการยกเว้นภาษีนี้มุ่งเน้นไปที่ “กำไรจากการขาย” เป็นหลัก ดังนั้น เงินได้จากกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลอาจยังคงต้องเสียภาษีตามปกติ ตัวอย่างเช่น:

  • ผลตอบแทนจากการให้ยืม (Lending) หรือการวางหลักประกัน (Staking)
  • รายได้จากการขุด (Mining)
  • สินทรัพย์ที่ได้รับมาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น Airdrops

รายได้จากกิจกรรมเหล่านี้มักถูกพิจารณาเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนักลงทุนมีหน้าที่ต้องนำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษี

เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ทางภาษี: สินทรัพย์ดิจิทัลกับทางเลือกอื่น

เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพรวมและสามารถวางแผนการเงินได้อย่างรอบด้าน การเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกับเครื่องมือลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ที่มีในปี 2568 จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ตารางเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับปี 2568 ระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลและรายการลดหย่อนภาษีอื่น ๆ
รายการ ประเภทสิทธิประโยชน์ มูลค่าสูงสุด เงื่อนไขสำคัญ
กำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัล การยกเว้นภาษี ไม่จำกัด (สำหรับกำไร) ซื้อขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตในไทย
โครงการ Easy E-Receipt 2.0 การลดหย่อนภาษี 50,000 บาท ซื้อสินค้า/บริการจากร้านค้าที่ออก e-Tax Invoice/e-Receipt
กองทุนรวม Thai ESG การลดหย่อนภาษี 300,000 บาท ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และต้องถือครอง 8 ปีเต็ม
กองทุน SSF / RMF การลดหย่อนภาษี สูงสุด 200,000 / 300,000 บาท (รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท) เงื่อนไขการถือครองระยะยาว (10 ปีสำหรับ SSF, ถึงอายุ 55 ปีสำหรับ RMF)
เบี้ยประกันชีวิต / สุขภาพ การลดหย่อนภาษี สูงสุด 100,000 / 25,000 บาท (รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท) เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และกรมสรรพากร

แนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุนเพื่อการวางแผนภาษีที่ดีที่สุด

การได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมและการดำเนินการอย่างรอบคอบ นักลงทุนควรพิจารณาแนวทางปฏิบัติต่อไปนี้เพื่อผนวกเข้ากับกลยุทธ์การลงทุนและการเงินโดยรวม

การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ถูกต้อง

ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ใช้บริการจากผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น นักลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตได้โดยตรงจากเว็บไซต์ทางการของ ก.ล.ต. การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ถูกต้องไม่เพียงแต่จำเป็นต่อการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับสินทรัพย์ของนักลงทุนอีกด้วย

การจัดทำบันทึกธุรกรรม

แม้ว่ากำไรจะได้รับการยกเว้นภาษี การเก็บรักษาบันทึกการทำธุรกรรมทั้งหมดไว้อย่างเป็นระบบยังคงเป็นแนวปฏิบัติที่ดี นักลงทุนควรบันทึกรายละเอียดสำคัญ เช่น วันที่ซื้อ/ขาย, ราคาซื้อ/ขาย, จำนวนหน่วย, และแพลตฟอร์มที่ใช้ทำธุรกรรม ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคต หรือในกรณีที่กรมสรรพากรต้องการข้อมูลเพื่อการตรวจสอบยืนยัน

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

กฎระเบียบด้านภาษีและสินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่หรือมีโครงสร้างรายได้ที่ซับซ้อน การปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีสามารถช่วยให้เกิดความชัดเจนและมั่นใจได้ว่าการวางแผนภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและครบถ้วน ครอบคลุมทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ

บทสรุป: ทิศทางภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต

โดยสรุปแล้ว คำถามที่ว่า “ลดหย่อนภาษี 68 ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ทำได้จริงหรือ?” มีคำตอบที่ชัดเจนว่ายังไม่สามารถทำได้ในรูปแบบของการหักลดหย่อนโดยตรง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สำคัญยิ่งกว่าในรูปแบบของการ “ยกเว้นภาษี” สำหรับกำไรส่วนทุนที่เกิดจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล มาตรการชั่วคราวนี้ซึ่งมีผลถึงสิ้นปี 2572 เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นตลาดและสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล

สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อกำหนดของมาตรการนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ถูกต้องตามกฎหมาย การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ และการวางแผนภาษีแบบองค์รวมโดยพิจารณาเครื่องมือลดหย่อนอื่น ๆ ประกอบ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการบริหารจัดการการลงทุนและภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในยุคดิจิทัล