เช็กลิสต์ลดหย่อนภาษี 2568 และแผนสำหรับปี 2569
เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายปี การเตรียมความพร้อมด้านการเงินส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการตรวจสอบสิทธิ์และจัดทำ เช็กลิสต์ลดหย่อนภาษี 2568 และแผนสำหรับปี 2569 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับมนุษย์เงินเดือนและผู้มีเงินได้ทุกคนในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การทำความเข้าใจรายการลดหย่อนต่างๆ ไม่เพียงช่วยให้ประหยัดภาษีได้ตามสิทธิ์ แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางการเงินที่มั่นคงสำหรับอนาคตอีกด้วย
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษี

- รายการลดหย่อนภาษีปี 2568: ครอบคลุมหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่ค่าลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว ประกัน การลงทุน เงินบริจาค ไปจนถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ซึ่งผู้เสียภาษีควรตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองให้ครบถ้วน
- ผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อการลดหย่อนภาษี: กองทุน SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม) และ RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) ยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการประหยัดภาษีควบคู่ไปกับการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว โดยมีเงื่อนไขและเพดานการลงทุนที่ต้องปฏิบัติตาม
- การวางแผนภาษีสำหรับปี 2569: แม้ข้อมูลทางการยังไม่ประกาศ แต่สามารถเริ่มต้นวางแผนล่วงหน้าได้โดยอิงจากโครงสร้างการลดหย่อนของปี 2568 เป็นแนวทางเบื้องต้น และติดตามประกาศจากกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด
- ความสำคัญของเอกสาร: การรวบรวมและจัดเก็บเอกสารหลักฐาน เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี และหนังสือรับรองต่างๆ เป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อการยื่นภาษีที่ถูกต้องและราบรื่น
ความสำคัญของการวางแผนภาษีโค้งสุดท้าย
การวางแผนภาษีเป็นกระบวนการที่ควรทำตลอดทั้งปี แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้มีเงินได้ โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องตรวจสอบว่าได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไปครบถ้วนแล้วหรือยัง การดำเนินการในช่วงเวลานี้เปิดโอกาสให้สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการเงินเพื่อใช้ประโยชน์จากรายการลดหย่อนต่างๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพิ่มเติม การบริจาค หรือการใช้จ่ายผ่านโครงการของรัฐบาล
เหตุผลที่การวางแผนภาษีในช่วงสิ้นปีมีความสำคัญ เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีส่วนใหญ่จะพิจารณาจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายในปีปฏิทินนั้นๆ (1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) หากปล่อยผ่านช่วงเวลานี้ไปโดยไม่ได้ใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ ก็เท่ากับสูญเสียโอกาสในการประหยัดภาษีสำหรับปีนั้นไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น การทบทวนและจัดทำเช็กลิสต์ลดหย่อนภาษีจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคนที่ต้องการบริหารการเงินส่วนบุคคลอย่างชาญฉลาดและสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากเงินได้ของตนเอง
เช็กลิสต์ลดหย่อนภาษี 2568 ฉบับสมบูรณ์
สำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีในช่วงต้นปี 2569 กรมสรรพากรได้สรุปรายการค่าลดหย่อนต่างๆ ที่ผู้มีเงินได้สามารถใช้สิทธิ์ได้ โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1: ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
เป็นกลุ่มค่าลดหย่อนพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสถานะส่วนตัวและภาระการดูแลคนในครอบครัว ประกอบด้วย:
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท สำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน
- ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท สำหรับคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้ในปีภาษีนั้น
- ค่าลดหย่อนบุตร:
- บุตรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2561 หรือบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 สามารถลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
- บุตรคนแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
- ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา: ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท สำหรับบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส (รวมสูงสุด 4 คน) โดยบิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
- ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการหรือทุพพลภาพ: ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท (ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงระบุ 30,000 แต่บางแหล่งอาจต่างกัน ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรโดยตรง)
- ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร: สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง
กลุ่มที่ 2: ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน
กลุ่มนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนการเงินระยะยาวและประหยัดภาษีไปพร้อมกัน ประกอบด้วยหลายรายการซึ่งมีเงื่อนไขและเพดานการลดหย่อนที่แตกต่างกันไป
เบี้ยประกันประเภทต่างๆ
- เงินสมทบกองทุนประกันสังคม: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป)
ข้อควรทราบ: เมื่อรวมเบี้ยประกันสุขภาพตนเองและเบี้ยประกันชีวิต/สะสมทรัพย์แล้ว จะสามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อท่าน โดยบิดามารดาต้องมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
- เบี้ยประกันชีวิตคู่สมรส (ที่ไม่มีเงินได้): ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
กองทุนเพื่อการออมและเกษียณอายุ
การลงทุนในกองทุนเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดภาระภาษีในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณอีกด้วย
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน: ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ: ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.): ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดตามเพดานที่กฎหมายกำหนด
ข้อกำหนดสำคัญ: เมื่อรวมเงินลงทุนในกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณทั้งหมด (RMF, PVD, กบข., ประกันบำนาญ, กอช. และกองทุนสงเคราะห์ครูฯ) จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนส่งเสริมการออมระยะยาวและการลงทุนทางเลือก
- กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF): ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESGX): เป็นกองทุนประเภทใหม่ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน (สำหรับช่วง พ.ค.-มิ.ย. 2568)
- เงินลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise): ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
กลุ่มที่ 3: เงินบริจาค
การบริจาคเพื่อสนับสนุนองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน โดยมีอัตราการลดหย่อนที่แตกต่างกัน
- การบริจาคผ่านระบบ e-Donation: สำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษา, สถานพยาบาลของรัฐ, องค์กรเพื่อการกีฬาที่กำหนด สามารถลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่บริจาคจริง แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ
- การบริจาคทั่วไป: สำหรับมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลอื่นๆ สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ
- การบริจาคให้พรรคการเมือง: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
กลุ่มที่ 4: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เป็นมาตรการพิเศษที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ซึ่งผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขมาลดหย่อนได้
- โครงการ Easy e-Receipt 2.0 (16 ม.ค. – 28 ก.พ. 2568): ลดหย่อนค่าซื้อสินค้าและบริการได้สูงสุด 50,000 บาท โดยต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) แบ่งเป็น:
- สินค้าและบริการทั่วไป: ไม่เกิน 30,000 บาท
- สินค้า OTOP, สินค้าวิสาหกิจชุมชน, สินค้าเพื่อสังคม: ไม่เกิน 20,000 บาท
- โครงการเที่ยวดีมีคืน (29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568): ลดหย่อนค่าบริการที่พักและร้านอาหารได้สูงสุด 20,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการใช้ใบกำกับภาษีที่แตกต่างกัน และหากเป็นการใช้จ่ายในเมืองรอง สามารถลดหย่อนได้ 1.5 เท่า หรือสูงสุด 30,000 บาท
กลุ่มที่ 5: อสังหาริมทรัพย์
สำหรับผู้ที่มีภาระผูกพันเกี่ยวกับการซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย ก็มีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีในส่วนนี้
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย: สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายตลอดทั้งปีมาลดหย่อนได้ตามจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าก่อสร้างบ้านใหม่: ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (เป็นมาตรการเฉพาะปี อาจต้องตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม)
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปี 2568
หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ทั้งหมดออกจากเงินได้พึงประเมินแล้ว จะได้เป็น “เงินได้สุทธิ” ซึ่งจะถูกนำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี (%) | ภาษีสูงสุดในแต่ละขั้น (บาท) |
|---|---|---|
| 0 – 150,000 | ได้รับการยกเว้น | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5 | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10 | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 15 | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20 | 50,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25 | 250,000 |
ก้าวสู่ปีหน้า: แนวทางการวางแผนภาษี 2569
แม้ว่า ณ ปัจจุบัน (ปลายปี 2568) จะยังไม่มีการประกาศรายละเอียดค่าลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2569 อย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากร แต่ผู้เสียภาษีสามารถเริ่มต้น วางแผนภาษี 2569 ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยใช้โครงสร้างและหลักเกณฑ์ของปี 2568 เป็นฐานในการวางแผนเบื้องต้น
โดยทั่วไปแล้ว รายการลดหย่อนพื้นฐานมักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนบุตรและบิดามารดา, รวมถึงเพดานการลดหย่อนของกลุ่มประกันและกองทุน RMF ดังนั้น การวางแผนออมเงินหรือซื้อประกันตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยอิงจากเกณฑ์เดิมจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพื่อให้การบริหารเงินเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและไม่กระจุกตัวในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่รัฐบาลอาจประกาศเพิ่มเติมในปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อการวางแผนการใช้จ่าย ดังนั้น คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (rd.go.th) ในช่วงต้นปี 2569 เพื่อปรับแผนการเงินให้สอดคล้องและใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
การเตรียมเอกสารสำคัญเพื่อยื่นภาษี
เพื่อให้กระบวนการยื่นภาษีประจำปี 2568 (ซึ่งจะยื่นในช่วง มกราคม – มีนาคม 2569) เป็นไปอย่างราบรื่น การเตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เอกสารที่จำเป็นโดยทั่วไปประกอบด้วย:
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ): เอกสารที่นายจ้างออกให้เพื่อแสดงรายได้รวมทั้งปีและจำนวนภาษีที่ถูกหักไป
- เอกสารประกอบการลดหย่อนกลุ่มครอบครัว: เช่น สำเนาสูติบัตรบุตร, เอกสารรับรองการอุปการะบิดามารดา
- หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกัน: จากบริษัทประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
- หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุน: จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนสำหรับกองทุน SSF, RMF, และ ThaiESGX
- หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย: จากสถาบันการเงิน
- ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี: สำหรับค่าใช้จ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง e-Tax Invoice และ e-Receipt ที่เป็นหลักฐานสำคัญ
- หลักฐานการบริจาค: เช่น ใบอนุโมทนาบัตร หรือข้อมูลจากระบบ e-Donation
สรุปและขั้นตอนต่อไปในการจัดการภาษี
การทำความเข้าใจ เช็กลิสต์ลดหย่อนภาษี 2568 และแผนสำหรับปี 2569 เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารการเงินส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพ การใช้เวลาในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเพื่อทบทวนสิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ และดำเนินการให้ครบถ้วน จะช่วยให้ผู้มีเงินได้สามารถประหยัดภาษีได้อย่างเต็มที่ การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างกองทุน SSF RMF หรือการซื้อประกัน ไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์ทางภาษี แต่ยังเป็นการสร้างวินัยทางการออมและวางแผนเพื่ออนาคตที่มั่นคงอีกด้วย
สำหรับขั้นตอนต่อไป ผู้เสียภาษีควรเริ่มต้นรวบรวมเอกสารที่จำเป็นทั้งหมด เตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่จะมาถึงในต้นปีหน้า และเริ่มวางโครงร่างแผนการเงินสำหรับปี 2569 โดยอิงจากข้อมูลปัจจุบัน พร้อมทั้งติดตามประกาศใหม่ๆ จากภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกการตัดสินใจทางการเงินจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ข้อสงวนสิทธิ์: ข้อมูลเกี่ยวกับรายการลดหย่อนภาษีและอัตราภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของกรมสรรพากร ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนดำเนินการยื่นภาษี