Home » ช้อปลดหย่อนภาษี 68 คู่มือฉบับสมบูรณ์ ได้คืนสูงสุด

ช้อปลดหย่อนภาษี 68 คู่มือฉบับสมบูรณ์ ได้คืนสูงสุด

สารบัญ

มาตรการ ช้อปลดหย่อนภาษี 68 หรือที่รู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Easy E-Receipt 2.0” เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐอนุมัติเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงต้นปี 2568 โดยเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท การทำความเข้าใจเงื่อนไขและหลักเกณฑ์อย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนการเงินและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการ Easy E-Receipt 2.0

  • วงเงินลดหย่อนสูงสุด: ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิลดหย่อนค่าซื้อสินค้าและบริการได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน
  • ช่วงเวลาการใช้สิทธิ: การซื้อสินค้าและบริการต้องเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เท่านั้น
  • โครงสร้างการลดหย่อน 2 ส่วน: วงเงิน 50,000 บาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) ค่าซื้อสินค้าหรือบริการทั่วไปจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่เกิน 30,000 บาท และ 2) ค่าซื้อสินค้า OTOP หรือสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน เพิ่มอีกไม่เกิน 20,000 บาท
  • หลักฐานที่ต้องใช้: ต้องเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ในรูปแบบเต็มเท่านั้น
  • วัตถุประสงค์: เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี และส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากชุมชน

มาตรการ ช้อปลดหย่อนภาษี 68 (Easy E-Receipt 2.0) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงต้นปีภาษี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การใช้จ่ายมักจะชะลอตัว โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแบ่งเบาภาระภาษีให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น สร้างความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของภาครัฐในระยะยาว การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนภาษีและใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดเพื่อรับสิทธิประโยชน์สูงสุดจากมาตรการนี้

เจาะลึกมาตรการ Easy E-Receipt 2568

มาตรการนี้เป็นนโยบายต่อเนื่องที่ปรับปรุงมาจากโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ในปีก่อนๆ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบผ่านการใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานสำคัญเพียงอย่างเดียว ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาระบบภาษีของประเทศให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ

เป้าหมายของมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายมิติ นอกเหนือจากการลดภาระภาษีให้แก่ประชาชน วัตถุประสงค์หลักยังครอบคลุมถึง:

  • การกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค: ส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี ซึ่งอาจช่วยผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศได้
  • การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย: การกำหนดเงื่อนไขพิเศษสำหรับการซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน เป็นการส่งเสริมและกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในระดับท้องถิ่นโดยตรง ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก
  • การส่งเสริมระบบภาษีดิจิทัล: การบังคับใช้ e-Tax Invoice และ e-Receipt เป็นการผลักดันให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายคุ้นเคยและปรับตัวเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการจัดการเอกสารและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูลของกรมสรรพากร

กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์

ผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้คือ ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทุกคนที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท, ข้าราชการ, ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือบุคคลทั่วไปที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มมนุษย์เงินเดือนซึ่งเป็นฐานภาษีขนาดใหญ่ จะสามารถวางแผนการซื้อสินค้าที่จำเป็นในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อนำมาใช้สิทธิลดหย่อนได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ รวมถึงผู้ผลิตสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น

กรอบเวลาสำคัญที่ต้องจำ

หัวใจสำคัญของการใช้สิทธิในโครงการนี้คือการปฏิบัติตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ผู้เสียภาษีจะต้องทำการซื้อสินค้าและรับบริการ โดยวันที่ที่ระบุในใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ต้องอยู่ภายในช่วงเวลา ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เท่านั้น การใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหรือหลังจากช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการนี้ได้ ดังนั้น การวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่หรือการใช้บริการที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด

เงื่อนไขฉบับเต็ม: ช้อปลดหย่อนภาษี 68 ทำอย่างไรให้ได้สิทธิ

เพื่อให้ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50,000 บาท ผู้เสียภาษีจำเป็นต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมสรรพากรกำหนดไว้อย่างละเอียด การทำความเข้าใจผิดพลาดในรายละเอียดเล็กน้อยอาจส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้ตามที่คาดหวัง

โครงสร้างการลดหย่อน 2 ส่วน รวม 50,000 บาท

วงเงินลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท ถูกออกแบบมาเป็น 2 ส่วนที่แยกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนี้:

  1. ส่วนที่หนึ่ง: วงเงิน 30,000 บาทแรก
    ส่วนนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการทั่วไปจาก ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูปได้ สินค้าในกลุ่มนี้มีความหลากหลาย เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์), เครื่องใช้ไฟฟ้า, เสื้อผ้า, ของใช้ในบ้าน, ค่าอาหารในร้านอาหาร, และแม้กระทั่งค่าซ่อมรถยนต์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของโครงการ ผู้เสียภาษีสามารถใช้จ่ายและรวบรวมใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จากร้านค้าต่างๆ ได้จนครบวงเงิน 30,000 บาท
  2. ส่วนที่สอง: วงเงินเพิ่มเติมอีก 20,000 บาท
    เพื่อเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นโดยเฉพาะ รัฐบาลได้เพิ่มสิทธิลดหย่อนพิเศษอีก 20,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าจาก 2 กลุ่มหลัก คือ:
    • สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว
    • สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องกับกรมส่งเสริมการเกษตร

    การใช้สิทธิในส่วนนี้จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ขายเป็นผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์และสามารถออกใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบุประเภทสินค้าได้อย่างชัดเจน

การวางแผนใช้จ่ายให้ครบทั้งสองส่วนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการได้สิทธิลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท เช่น การซื้อคอมพิวเตอร์มูลค่า 30,000 บาท และซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือ OTOP อีก 20,000 บาท จะทำให้ได้ใช้สิทธิเต็มวงเงิน

เอกสารสำคัญ: ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)

เอกสารหลักฐานเดียวที่ยอมรับสำหรับมาตรการนี้คือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป (e-Tax Invoice & e-Receipt) ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้ประกอบการจัดทำและส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง ผู้ซื้อจะได้รับเอกสารดังกล่าวในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล เช่น PDF ผ่านทางอีเมล หรือช่องทางอื่นๆ ที่ร้านค้ากำหนด

ข้อมูลสำคัญที่ต้องปรากฏบน e-Tax Invoice แบบเต็มรูป ได้แก่:

  • ชื่อ, ที่อยู่, และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อ (ต้องตรงกับข้อมูลของผู้ใช้สิทธิ)
  • ชื่อ, ที่อยู่, และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย
  • หมายเลขของใบกำกับภาษี
  • วันที่, เดือน, ปี ที่ออกใบกำกับภาษี (ต้องอยู่ในช่วง 16 ม.ค. – 28 ก.พ. 68)
  • รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ, จำนวน, และราคา
  • จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ควรสอบถามร้านค้าให้แน่ใจว่าสามารถออก e-Tax Invoice แบบเต็มรูปได้หรือไม่ และต้องแจ้งข้อมูลส่วนตัว (ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่) ให้ถูกต้องครบถ้วนเพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง

สินค้าและบริการที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครงการ

แม้ว่ามาตรการจะครอบคลุมสินค้าและบริการส่วนใหญ่ แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการที่ผู้เสียภาษีต้องทราบเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด ตารางด้านล่างนี้สรุปประเภทของสินค้าและบริการที่สามารถและไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

ตารางเปรียบเทียบรายการสินค้าและบริการที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมมาตรการลดหย่อนภาษี ปี 2568
ประเภท รายการที่สามารถลดหย่อนได้ (ต้องมี e-Tax Invoice) รายการที่ไม่สามารถลดหย่อนได้
สินค้าทั่วไป สินค้าอุปโภคบริโภค, อุปกรณ์ไอที (iPhone, MacBook), เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์, เสื้อผ้า, หนังสือ (รวม e-book) สุรา, เบียร์, ไวน์, ยาสูบ, น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ
บริการ ค่าซ่อมรถ, ค่าบริการในศูนย์บริการ, ค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์), ค่าบริการสปา, ค่าที่พักโรงแรม ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์), ค่าบริการอินเทอร์เน็ต, ค่าเบี้ยประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย
สินค้าพิเศษ สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน, สินค้าวิสาหกิจชุมชนที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร, ทองรูปพรรณ (เฉพาะค่ากำเหน็จ) รถยนต์, รถจักรยานยนต์, เรือ

วางแผนการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ทางภาษีสูงสุด

การได้รับสิทธิลดหย่อนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การเปลี่ยนสิทธินั้นให้กลายเป็นเงินคืนภาษีที่จับต้องได้ต้องอาศัยการคำนวณและวางแผนที่ดี จำนวนเงินคืนที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละบุคคล

ตัวอย่างการคำนวณเงินคืนภาษีตามฐานเงินได้

สิทธิลดหย่อน 50,000 บาทจะถูกนำไปหักออกจาก “เงินได้สุทธิ” ก่อนนำไปคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได ดังนั้น ยิ่งมีฐานภาษีสูง ก็จะยิ่งประหยัดภาษีได้มากขึ้น

สูตรคำนวณเงินคืนภาษี: เงินคืนภาษี = วงเงินที่ใช้ลดหย่อน x อัตราภาษีที่เสีย

  • ผู้มีเงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท (เสียภาษีอัตรา 5%):
    หากใช้สิทธิเต็ม 50,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี = 50,000 x 5% = 2,500 บาท
  • ผู้มีเงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท (เสียภาษีอัตรา 15%):
    หากใช้สิทธิเต็ม 50,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี = 50,000 x 15% = 7,500 บาท
  • ผู้มีเงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท (เสียภาษีอัตรา 25%):
    หากใช้สิทธิเต็ม 50,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี = 50,000 x 25% = 12,500 บาท
  • ผู้มีเงินได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป (เสียภาษีอัตรา 35%):
    หากใช้สิทธิเต็ม 50,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี = 50,000 x 35% = 17,500 บาท

จะเห็นได้ว่าแม้ทุกคนจะมีสิทธิลดหย่อน 50,000 บาทเท่ากัน แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับคืนมาจะแตกต่างกันไปตามภาระภาษีของตนเอง

กลยุทธ์ช้อปปิงให้ครบวงเงิน 50,000 บาท

การวางแผนที่ดีจะช่วยให้ใช้สิทธิได้เต็มจำนวนและสอดคล้องกับความต้องการของตนเอง:

  1. รวบรวมรายการซื้อที่จำเป็น: สำรวจรายการสินค้าหรือบริการที่มีราคาสูงและวางแผนจะซื้ออยู่แล้ว เช่น โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่, คอมพิวเตอร์, หรือการซ่อมบำรุงรถยนต์ตามรอบระยะ แล้วเลื่อนกำหนดการซื้อมาให้อยู่ในช่วงโครงการ
  2. วางแผนสำหรับวงเงิน 30,000 บาทแรก: มุ่งเน้นไปที่สินค้าจากร้านค้าขนาดใหญ่หรือร้านค้าที่มั่นใจว่าสามารถออก e-Tax Invoice ได้แน่นอน เช่น ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าไอทีชั้นนำ หรือศูนย์บริการรถยนต์
  3. ค้นหาแหล่งซื้อสินค้า OTOP/วิสาหกิจชุมชน: สำหรับวงเงิน 20,000 บาทหลัง ควรหาข้อมูลร้านค้า OTOP ที่เข้าร่วมโครงการ หรือมองหาสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนผ่านช่องทางออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมักจะมีสัญลักษณ์หรือการประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน
  4. ตรวจสอบก่อนชำระเงิน: ย้ำกับพนักงานหรือร้านค้าทุกครั้งก่อนชำระเงินว่าต้องการ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป” เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี และเตรียมข้อมูลส่วนตัวให้พร้อม

ข้อควรรู้สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์

การซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน แต่มีขั้นตอนที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ:

  • ตรวจสอบผู้ขาย: สิทธิลดหย่อนขึ้นอยู่กับ “ร้านค้าผู้ขาย” ไม่ใช่ตัวแพลตฟอร์ม ต้องเลือกร้านที่เป็นนิติบุคคลและสามารถออก e-Tax Invoice ได้ ซึ่งมักจะเป็นร้านค้าทางการ (Official Store) หรือร้านค้าขนาดใหญ่
  • ขั้นตอนการขอใบกำกับภาษี: โดยส่วนใหญ่แล้ว แพลตฟอร์มจะมีช่องให้กรอกข้อมูลเพื่อขอใบกำกับภาษีในขั้นตอนการชำระเงิน ต้องกรอกข้อมูล (ชื่อ, เลขบัตรประชาชน, อีเมล) ให้ถูกต้องครบถ้วนในขั้นตอนนี้
  • ระยะเวลาการได้รับเอกสาร: e-Tax Invoice จากการซื้อออนไลน์อาจใช้เวลาในการจัดส่งทางอีเมลนานกว่าการซื้อหน้าร้าน ควรเผื่อเวลาและติดตามกับร้านค้าหากยังไม่ได้รับเอกสาร

ประเด็นที่ต้องระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใบเสร็จรับเงินธรรมดาใช้ไม่ได้: ใบเสร็จรับเงินแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนในโครงการนี้ได้ ต้องเป็น e-Tax Invoice แบบเต็มรูปเท่านั้น
  • ใบกำกับภาษีรวมสินค้าหลายประเภท: หากในใบกำกับภาษีใบเดียวมีทั้งสินค้าที่เสีย VAT และไม่เสีย VAT (เช่น ซื้อยาและเครื่องสำอางในร้านขายยา) จะสามารถนำมาลดหย่อนได้เฉพาะค่าสินค้าที่เสีย VAT เท่านั้น
  • เข้าใจผิดว่าเป็นการคืนเงินสด: สิทธินี้คือ “การลดหย่อน” เพื่อลดเงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษี ไม่ใช่การได้รับเงินคืน 50,000 บาทโดยตรง
  • ข้อมูลผู้ซื้อไม่ถูกต้อง: ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบน e-Tax Invoice ต้องตรงกับผู้ที่จะใช้สิทธิลดหย่อน ไม่สามารถใช้ชื่อผู้อื่นได้

บทสรุปและแนวทางการเตรียมตัว

มาตรการ ช้อปลดหย่อนภาษี 68 หรือ Easy E-Receipt 2.0 เป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาในการบริหารจัดการภาษีของตนเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์ในช่วงวันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดเงินค่าภาษีได้จำนวนหนึ่ง แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการใช้สิทธิครั้งนี้ คือ การวางแผนล่วงหน้า การทำความเข้าใจเงื่อนไขอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างการลดหย่อน 30,000 + 20,000 บาท และการให้ความสำคัญกับการขอรับ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป” เป็นหลักฐานทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย ขอแนะนำให้ผู้เสียภาษีทุกคนเริ่มสำรวจรายการสินค้าที่ต้องการ วางแผนการเงิน และเตรียมข้อมูลส่วนตัวให้พร้อม เพื่อที่จะไม่พลาดโอกาสในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในปีภาษี 2568 นี้