Home » โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568! RMF/SSF ตัวไหนน่าลงทุน

โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568! RMF/SSF ตัวไหนน่าลงทุน

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของปีปฏิทิน การวางแผนภาษีกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและนักลงทุน การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยลดภาระภาษี แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวผ่านการลงทุนในกองทุนรวมลดหย่อนภาษี

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปลายปี 2568

  • SSF และ RMF เป็นเครื่องมือหลัก: กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ยังคงเป็นทางเลือกหลักในการลดหย่อนภาษี ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมายทางการเงิน
  • เงื่อนไขการลงทุนแตกต่างกัน: SSF เน้นการลงทุนระยะกลาง โดยมีเงื่อนไขการถือครอง 5 ปีเต็ม ขณะที่ RMF ถูกออกแบบมาเพื่อการวางแผนเกษียณระยะยาว โดยต้องถือครองจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งแต่ละประเภทมีวงเงินลดหย่อนภาษีที่แตกต่างกัน
  • Thai ESG เป็นทางเลือกเสริม: กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) และ Thai ESGX เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมในวงเงินที่แยกต่างหาก
  • การวางแผนล่วงหน้าคือหัวใจสำคัญ: การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีควรทำก่อนวันทำการสุดท้ายของปี 2568 และการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2567 จะต้องดำเนินการภายในวันที่กำหนดในปี 2568 การเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์

สำหรับคำถามที่ว่า โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี 2568! RMF/SSF ตัวไหนน่าลงทุน นั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับผู้เสียภาษีทุกคนที่ต้องการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและลักษณะของกองทุนแต่ละประเภทจะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกเครื่องมือที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากที่สุด กองทุนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดภาษีในปัจจุบัน แต่ยังเป็นกลไกในการสร้างวินัยการออมและการลงทุนเพื่อเป้าหมายในอนาคต เช่น การมีเงินทุนสำรอง หรือการวางแผนเกษียณอย่างมั่นคง

ทำความเข้าใจความสำคัญของการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี

ทำความเข้าใจความสำคัญของการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี

การลดหย่อนภาษีไม่ใช่เป็นเพียงการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เป็นสิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐมอบให้เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนในระยะยาวของประชาชน การใช้สิทธิ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพจึงเป็นการบริหารการเงินส่วนบุคคลที่ชาญฉลาดและมองการณ์ไกล

เหตุผลที่การวางแผนภาษีเป็นสิ่งจำเป็น

การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพทางการเงินโดยรวม เนื่องจากเงินภาษีที่ประหยัดได้สามารถนำไปต่อยอดการลงทุน สร้างผลตอบแทนแบบทบต้น หรือใช้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิตได้ การละเลยการวางแผนอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีฐานภาษีสูง การลดหย่อนภาษีผ่านการลงทุนในกองทุน SSF และ RMF จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์พื้นฐานที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ

กลุ่มเป้าหมายหลักที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีได้ แต่กลุ่มที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนที่สุดคือ มนุษย์เงินเดือน หรือผู้ที่มีรายได้ประจำและถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีแหล่งรายได้ชัดเจนและสามารถคำนวณภาระภาษีล่วงหน้าได้ง่าย การลงทุนในกองทุนรวมลดหย่อนภาษีจึงเป็นวิธีการที่ตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพในการขอคืนภาษีที่ถูกหักไป นอกจากนี้ นักลงทุนหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีเงินได้พึงประเมินสูงก็สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อบริหารจัดการภาษีปลายปีได้อย่างมีประสิทธิผลเช่นกัน

เจาะลึกกองทุน SSF และ RMF: เครื่องมือหลักเพื่อการประหยัดภาษี

กองทุน SSF และ RMF คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกออกแบบมาโดยมีวัตถุประสงค์สองประการหลัก คือ ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ แม้จะมีเป้าหมายคล้ายกัน แต่ทั้งสองกองทุนมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund: SSF)

SSF เป็นกองทุนที่ถูกนำมาใช้แทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) โดยมีนโยบายการลงทุนที่ยืดหยุ่นกว่า สามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภท ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ

เงื่อนไขสำคัญของ SSF: ผู้ลงทุนสามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องถือครองหน่วยลงทุนนั้นเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ

กองทุน SSF เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีและสามารถลงทุนในระยะกลางได้ (5 ปี) โดยไม่ต้องการผูกมัดกับการลงทุนต่อเนื่องทุกปีเหมือน RMF และต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF)

RMF เป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออมเพื่อเป้าหมายการเกษียณอายุเป็นหลัก โดยมีเงื่อนไขการลงทุนที่ยาวนานกว่า SSF เพื่อให้แน่ใจว่าเงินลงทุนจะเติบโตและถูกใช้เพื่อวัยเกษียณอย่างแท้จริง

เงื่อนไขสำคัญของ RMF: สามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ผู้ลงทุนต้องถือครองหน่วยลงทุนจนกระทั่งมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

กองทุน RMF เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างจริงจัง และสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว การลงทุนใน RMF เป็นการบังคับให้เกิดการออมอย่างมีระบบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง SSF และ RMF ปี 2568

ตารางเปรียบเทียบเงื่อนไขและลักษณะสำคัญของกองทุน SSF และ RMF สำหรับการลดหย่อนภาษีปี 2568
หัวข้อ SSF (Super Savings Fund) RMF (Retirement Mutual Fund)
วัตถุประสงค์หลัก เงินออมระยะยาวพร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี เงินสะสมเพื่อการเกษียณอายุพร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี
วงเงินลดหย่อนภาษี สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ)
เงื่อนไขการถือครอง ต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม (นับจากวันที่ซื้อ) ต้องถือครองจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
นโยบายการลงทุน มีความหลากหลายสูง ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท มีความหลากหลายสูง ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภททั้งในและต่างประเทศ
ความต่อเนื่องในการลงทุน ไม่บังคับลงทุนต่อเนื่องทุกปี ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปี)
เหมาะสำหรับ นักลงทุนที่ต้องการความยืดหยุ่น ลงทุนระยะกลาง (5 ปี) นักลงทุนที่วางแผนเกษียณอย่างจริงจังในระยะยาว

Thai ESG และ Thai ESGX: ทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนสายยั่งยืน

นอกเหนือจาก SSF และ RMF แล้ว ปัจจุบันยังมีทางเลือกในการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีที่ตอบโจทย์กระแสการลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investing) นั่นคือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีในวงเงินที่แยกต่างหาก

แนวคิดและการลงทุนในกองทุน Thai ESG

กองทุน Thai ESG มีนโยบายเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social), และธรรมาภิบาล (Governance) เป็นสำคัญ การลงทุนในกองทุนประเภทนี้จึงไม่เพียงสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังเป็นการสนับสนุนบริษัทที่มีความรับผิดชอบและมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้ลงทุนสามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินพิเศษเพิ่มเติมจากวงเงินของ SSF และ RMF

การขยายโอกาสการลงทุนด้วย Thai ESGX

เพื่อเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายในการลงทุน กองทุน Thai ESGX ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืน (ESG) ได้ด้วย ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนจากตลาดโลก การมีอยู่ของ Thai ESGX ทำให้พอร์ตการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่สนใจการลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ขั้นตอนและข้อควรระวังในการลงทุนและการยื่นภาษี

เพื่อให้การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปอย่างราบรื่นและเต็มประสิทธิภาพ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจกำหนดการและเตรียมความพร้อมด้านเอกสารอย่างครบถ้วน

กำหนดการสำคัญที่ต้องจำ

การลงทุน: การซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน SSF, RMF และ Thai ESG เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 จะต้องดำเนินการภายในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 การวางแผนและทยอยลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่เร่งรีบในช่วงปลายปี

การยื่นภาษี: การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) สำหรับปีภาษี 2567 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2568 สำหรับการยื่นแบบกระดาษ และขยายเวลาถึงประมาณวันที่ 8 เมษายน 2568 สำหรับการยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร

การเตรียมเอกสารและการวางแผน

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บรักษาหนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนที่ได้รับจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไว้เป็นอย่างดี เนื่องจากเอกสารนี้คือหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการยื่นขอลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ ควรมีการคำนวณวงเงินที่สามารถลงทุนได้สูงสุดของตนเองล่วงหน้า โดยพิจารณาจากประมาณการรายได้ทั้งปี เพื่อให้สามารถลงทุนได้อย่างเต็มสิทธิ์และไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

โปรโมชันและสิทธิพิเศษเพิ่มเติม

ในช่วงปลายปี สถาบันการเงินและ บลจ. หลายแห่งมักจัดรายการส่งเสริมการขายสำหรับการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น การให้หน่วยลงทุนในกองทุนตลาดเงินเพิ่ม, การให้คะแนนสะสมสำหรับบัตรเครดิต, หรือของสมนาคุณอื่นๆ การพิจารณาโปรโมชันเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจอาจช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุนได้อีกทางหนึ่ง

สรุปแนวทางการเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีให้เหมาะสม

การตัดสินใจลงทุนในโค้งสุดท้ายของการลดหย่อนภาษีปี 2568 ควรเริ่มต้นจากการทบทวนเป้าหมายทางการเงินของตนเองเป็นอันดับแรก หากเป้าหมายคือการออมระยะกลางและต้องการความยืดหยุ่นสูง กองทุน SSF อาจเป็นคำตอบที่เหมาะสม แต่หากเป้าหมายหลักคือการสร้างความมั่นคงทางการเงินสำหรับวัยเกษียณในระยะยาว กองทุน RMF ถือเป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนั้นโดยเฉพาะ

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่งมาที่กองทุน Thai ESG หรือ Thai ESGX ก็เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นวงเงินลดหย่อนที่แยกต่างหากและช่วยให้พอร์ตการลงทุนสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกสมัยใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีกองทุนใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน การเลือกกองทุน RMF/SSF ที่น่าลงทุนที่สุดคือการเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเป้าหมายทางการเงินส่วนบุคคล การเริ่มต้นวางแผนและศึกษาข้อมูลตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการบริหารภาษีและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว