Home » ลดหย่อนภาษี 68: TESG ปะทะ SSF/RMF เลือกกองไหนดี?

ลดหย่อนภาษี 68: TESG ปะทะ SSF/RMF เลือกกองไหนดี?

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี การวางแผนภาษีถือเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีรายได้ทุกคน และกองทุนรวมเพื่อการออมและลดหย่อนภาษีก็เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ปัจจุบันมีตัวเลือกหลัก 3 ประเภท ได้แก่ กองทุน TESG, SSF และ RMF ซึ่งแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา

  • กองทุน TESG (Thai ESG): เน้นการลงทุนที่ยั่งยืนในสินทรัพย์ไทย มีระยะเวลาถือครองสั้นที่สุดเพียง 5 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีระยะกลางและสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
  • กองทุน SSF (Super Saving Fund): ส่งเสริมการออมระยะยาว ด้วยเงื่อนไขการถือครอง 10 ปี มีความยืดหยุ่นสูงในการเลือกลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั้งในและต่างประเทศ เหมาะกับผู้ที่วางแผนการเงินระยะยาวและต้องการกระจายการลงทุน
  • กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund): ออกแบบมาเพื่อการวางแผนเกษียณโดยเฉพาะ มีเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ให้วงเงินลดหย่อนสูงสุด และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยหลังเกษียณ
  • การเลือกกองทุน: การตัดสินใจเลือกระหว่าง TESG, SSF และ RMF ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ เป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุนที่ยอมรับได้ และระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง

ภาพรวมกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2568

ลดหย่อนภาษี 68: TESG ปะทะ SSF/RMF เลือกกองไหนดี? นับเป็นโจทย์ที่นักลงทุนและผู้เสียภาษีต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ กองทุนทั้งสามประเภทถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของแต่ละกองทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็น กองทุนลดหย่อนภาษีไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละปี แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างวินัยการออมและการลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความมั่งคั่ง การออมเพื่ออนาคต หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตวัยเกษียณ

สำหรับปีภาษี 2568 ผู้มีเงินได้สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยแต่ละกองทุนมีจุดเด่นด้านนโยบายการลงทุน วงเงินลดหย่อน และเงื่อนไขระยะเวลาการถือครองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การเลือกกองทุนที่ “ดีที่สุด” จึงไม่มีคำตอบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่ากองทุนใดที่สอดคล้องกับแผนการเงินและเป้าหมายชีวิตของแต่ละบุคคลมากที่สุด การพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น อายุที่เหลือจนถึงวัยเกษียณ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และสภาพคล่องทางการเงิน จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด

เปรียบเทียบกองทุน TESG, SSF, และ RMF แบบหมัดต่อหมัด

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของกองทุนลดหย่อนภาษีทั้งสามประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบรายละเอียดในแต่ละมิติจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินและตัดสินใจเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ตนเองได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้สรุปประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา

ตารางเปรียบเทียบเงื่อนไขและคุณสมบัติของกองทุนลดหย่อนภาษี TESG, SSF และ RMF สำหรับปี 2568
หัวข้อเปรียบเทียบ ThaiESG (TESG) SSF (Super Saving Fund) RMF (Retirement Mutual Fund)
วัตถุประสงค์หลัก สนับสนุนความยั่งยืน (ESG) และลดหย่อนภาษี ส่งเสริมการออมระยะยาว เตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุ
ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน) 10 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อ (นับแบบวันชนวัน) ลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
วงเงินลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน
สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (นับแยกจากกองทุนอื่น)
30% ของเงินได้พึงประเมิน
สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
30% ของเงินได้พึงประเมิน
สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
เพดานวงเงินรวม วงเงินแยกต่างหาก เมื่อรวมกับ RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูฯ, กอช. และประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
นโยบายการลงทุน หุ้นและตราสารหนี้ไทยที่เน้นด้าน ESG เท่านั้น หลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก (หุ้น, ตราสารหนี้, สินทรัพย์ทางเลือก) หลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก (หุ้น, ตราสารหนี้, สินทรัพย์ทางเลือก)
ความต่อเนื่องในการลงทุน ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (สามารถเว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน)
เหมาะสำหรับใคร ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีระยะกลาง (5 ปี) และสนใจการลงทุนอย่างยั่งยืน ผู้ที่วางแผนการเงินระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) และต้องการกระจายการลงทุนหลากหลาย ผู้ที่วางแผนเกษียณอย่างจริงจัง และสามารถลงทุนระยะยาวได้จนถึงอายุ 55 ปี

เจาะลึกกองทุน Thai ESG (TESG): เพื่อความยั่งยืนและลดหย่อนภาษีระยะกลาง

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG เป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่ใหม่ที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินงานโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

วัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุน

หัวใจของกองทุน TESG คือการมุ่งเน้นลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศที่ผ่านเกณฑ์ด้าน ESG โดยเฉพาะเจาะจงที่หุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐหรือเอกชนไทยที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านความยั่งยืน การลงทุนใน TESG จึงไม่เพียงแต่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยหันมาใส่ใจการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ TESG

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ TESG คือเงื่อนไขการถือครองที่สั้นกว่ากองทุนลดหย่อนภาษีประเภทอื่น โดยกำหนดระยะเวลาไว้เพียง 5 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับนักลงทุนที่มีเป้าหมายทางการเงินระยะสั้นถึงระยะกลาง ในด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินที่ลงทุนไปหักลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี ที่สำคัญคือวงเงินนี้เป็นวงเงินพิเศษที่แยกต่างหากจากวงเงินรวม 500,000 บาทของกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณ (RMF, SSF, PVD, กบข. เป็นต้น) ทำให้ผู้ที่ใช้สิทธิกลุ่มนั้นเต็มแล้วยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนจาก TESG เพิ่มได้อีก

ใครคือผู้ที่เหมาะกับกองทุน TESG?

กองทุน TESG เหมาะสำหรับนักลงทุนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นวางแผนภาษีและยังไม่ต้องการผูกมัดกับการลงทุนระยะยาวมากนัก ไปจนถึงนักลงทุนที่มีประสบการณ์ที่ต้องการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีและกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่เน้นความยั่งยืน นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการใช้เงินก้อนในอีก 5-7 ปีข้างหน้า เช่น วางแผนซื้อบ้านหรือรถยนต์ รวมถึงผู้ที่ลงทุนใน RMF/SSF จนเต็มสิทธิแล้วและต้องการหาตัวช่วยลดหย่อนเพิ่มเติม

ข้อดีและข้อควรพิจารณาของ TESG

ข้อดี: ระยะเวลาถือครองสั้นเพียง 5 ปี ทำให้มีสภาพคล่องสูงกว่า, ได้วงเงินลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมนอกเหนือจากกลุ่มเกษียณ, เป็นการลงทุนที่สนับสนุนแนวคิดความยั่งยืน
ข้อควรพิจารณา: นโยบายการลงทุนจำกัดอยู่แค่ในสินทรัพย์ของไทยเท่านั้น อาจขาดการกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศ, วงเงินลดหย่อนสูงสุดที่ 100,000 บาทอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้มีรายได้สูง

เจาะลึกกองทุน SSF (Super Saving Fund): สำหรับการออมระยะยาว

กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ SSF ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมในระยะยาวมากขึ้น โดยมีเงื่อนไขการถือครอง 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานพอจะช่วยลดความผันผวนของตลาดและสร้างผลตอบแทนทบต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

วัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของ SSF

จุดเด่นที่สุดของ SSF คือความยืดหยุ่นของนโยบายการลงทุนที่เปิดกว้างอย่างมาก ผู้จัดการกองทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภททั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ, ตราสารหนี้, ทองคำ, อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกระดับความเสี่ยงและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ SSF

ผู้ลงทุนใน SSF ต้องถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อจึงจะสามารถขายคืนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี สำหรับสิทธิลดหย่อน สามารถนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท อย่างไรก็ตาม วงเงินนี้จะต้องนำไปนับรวมกับกองทุนอื่นๆ ในกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งทั้งหมดรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีภาษี ข้อดีคือ SSF ไม่บังคับให้ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ผู้ลงทุนสามารถเลือกซื้อในปีที่มีความพร้อมทางการเงินได้

ใครคือผู้ที่เหมาะกับกองทุน SSF?

SSF เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทำงานตอนต้นถึงกลาง ที่มีเป้าหมายการออมเงินระยะยาว 10 ปีขึ้นไป เช่น การเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาบุตรในอนาคต หรือเป็นเงินดาวน์บ้านหลังใหญ่ กลุ่มนี้มักจะยังพอมีเวลาและสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อสร้างการเติบโตของพอร์ตได้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการลงทุน โดยสามารถหยุดพักการลงทุนในปีที่ไม่พร้อมได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข

ข้อดีและข้อควรพิจารณาของ SSF

ข้อดี: มีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลากหลาย สามารถกระจายความเสี่ยงได้ทั่วโลก, ไม่บังคับซื้อต่อเนื่องทุกปี, เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาว 10 ปี
ข้อควรพิจารณา: ระยะเวลาถือครองนานถึง 10 ปี ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้เงินในระยะสั้น, วงเงินลดหย่อนต้องนำไปคำนวณรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ

เจาะลึกกองทุน RMF (Retirement Mutual Fund): เพื่อเป้าหมายเกษียณสุข

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ถือเป็นเครื่องมือหลักและเป็นที่รู้จักกันดีในการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ ด้วยเงื่อนไขที่ออกแบบมาเพื่อสร้างวินัยในการออมระยะยาวอย่างแท้จริง

วัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของ RMF

เช่นเดียวกับ SSF กองทุน RMF มีความยืดหยุ่นสูงในด้านนโยบายการลงทุน สามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภททั่วโลกตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ ทำให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับช่วงอายุของตนเองได้ เช่น ในช่วงวัยทำงานตอนต้นอาจเลือกลงทุนใน RMF ที่มีความเสี่ยงสูง และเมื่อใกล้เกษียณก็สามารถสับเปลี่ยนไปยัง RMF ที่มีความเสี่ยงต่ำลงได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF

RMF มีเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุดในบรรดากองทุนลดหย่อนภาษีทั้งหมด ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนต่อเนื่องไปจนกระทั่งมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาลงทุนสะสมไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับเฉพาะปีที่มีการซื้อ) นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขที่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี เพื่อรักษาสถานะและสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับวงเงินลดหย่อน สามารถใช้สิทธิได้ 30% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท และเช่นเดียวกับ SSF วงเงินนี้ต้องนับรวมกับกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ

ใครคือผู้ที่เหมาะกับกองทุน RMF?

RMF เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ตั้งใจวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างจริงจัง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ต้องการเร่งสร้างเงินออมก้อนสุดท้ายก่อนเกษียณ เนื่องจากมีวงเงินลดหย่อนสูงสุดถึง 500,000 บาท นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่มีวินัยทางการเงินสูง สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่องได้ และเข้าใจดีว่าเงินก้อนนี้จะถูกล็อกไว้ใช้ในยามเกษียณจริงๆ

ข้อดีและข้อควรพิจารณาของ RMF

ข้อดี: เป็นเครื่องมือวางแผนเกษียณที่ทรงประสิทธิภาพ, มีวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด, มีนโยบายการลงทุนหลากหลายให้เลือก
ข้อควรพิจารณา: เงื่อนไขการลงทุนเข้มงวดและระยะเวลาถือครองยาวนานจนถึงอายุ 55 ปี, ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปี) ซึ่งอาจเป็นภาระสำหรับบางคน, สภาพคล่องต่ำมาก

การเปรียบเทียบก่อนลงทุนช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ทางภาษี และเลือกกองทุนให้เหมาะกับเป้าหมายและระยะเวลาลงทุนของคุณเอง

กรณีศึกษา: เลือกกองทุนลดหย่อนภาษีอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างสถานการณ์ของบุคคลในแต่ละช่วงวัย ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการตัดสินใจเลือกกองทุนที่แตกต่างกันไป

กรณีที่ 1: นักลงทุนเริ่มต้น อายุ 25 ปี

บุคคลในกลุ่มนี้เพิ่งเริ่มต้นทำงาน มีรายได้ที่ยังไม่สูงมากนัก และมีระยะเวลาลงทุนอีกยาวไกล แต่ในขณะเดียวกันอาจมีความต้องการใช้เงินในอีก 5-10 ปีข้างหน้าเพื่อสร้างครอบครัวหรือซื้อทรัพย์สิน
แนวทางการเลือก: TESG อาจเป็นตัวเลือกแรกที่น่าสนใจ เนื่องจากระยะเวลาถือครองเพียง 5 ปี ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง หากในอนาคตต้องการใช้เงินก็สามารถขายคืนได้ อีกทั้งยังเป็นการเริ่มต้นสร้างวินัยการลงทุนและใช้สิทธิลดหย่อนภาษี หากมีเงินเหลือและต้องการวางแผนระยะยาวขึ้น SSF ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์เติบโตสูงทั่วโลกได้ ส่วน RMF อาจยังไม่จำเป็นในตอนนี้เนื่องจากเป้าหมายเกษียณยังอยู่อีกไกล

กรณีที่ 2: พนักงานออฟฟิศ อายุ 35 ปี

กลุ่มนี้มักมีฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น มีภาระภาษีมากขึ้น และเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนเกษียณ แต่ก็ยังมีเป้าหมายระยะกลางอื่นๆ อยู่
แนวทางการเลือก: การผสมผสานกองทุนเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม อาจเริ่มต้นด้วย RMF เพื่อเริ่มสร้างพอร์ตเกษียณอย่างจริงจัง ตามด้วย SSF เพื่อเป้าหมายระยะยาว 10 ปี และใช้ประโยชน์จากนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย และสุดท้ายอาจเติมด้วย TESG หากยังมีวงเงินเหลือหรือต้องการใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมและสนใจการลงทุนที่ยั่งยืน การกระจายลงทุนในกองทุนทั้งสามประเภทจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่หลากหลายได้

กรณีที่ 3: ผู้ประกอบการใกล้เกษียณ อายุ 50 ปี

บุคคลกลุ่มนี้มีรายได้สูง มีภาระภาษีในอัตราสูง และเป้าหมายหลักคือการเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับวัยเกษียณในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แนวทางการเลือก: RMF คือตัวเลือกที่สำคัญที่สุดและควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้ได้เต็มเพดานสูงสุด 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนอื่น) เนื่องจากเงื่อนไขการถือครองถึงอายุ 55 ปีนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายอยู่แล้ว หากใช้สิทธิ RMF เต็มแล้ว TESG จะเป็นตัวเลือกถัดมาที่ยอดเยี่ยมในการลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก 100,000 บาท โดยมีระยะเวลาถือครองสั้นเพียง 5 ปี ซึ่งจะสามารถขายคืนได้ในช่วงอายุ 55-56 ปี ส่วน SSF อาจไม่เหมาะสมนัก เพราะต้องถือครองนานถึง 10 ปี ซึ่งจะทำให้ขายคืนได้เมื่ออายุ 60 ปี อาจช้าเกินไปสำหรับแผนเกษียณ

สรุปแนวทางการเลือกกองทุนเพื่อวางแผนภาษีปี 2568

การตัดสินใจระหว่างกองทุน TESG, SSF, และ RMF ไม่ใช่การเลือกว่ากองทุนใดดีกว่ากัน แต่เป็นการค้นหากองทุนที่สอดคล้องกับจังหวะชีวิตและเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคลมากที่สุด การวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพคือการเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างผสมผสานและเหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการประหยัดภาษีในปัจจุบันและการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

ก่อนตัดสินใจลงทุนในปี 2568 ควรเริ่มต้นจากการประเมินสถานะทางการเงินของตนเอง กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งระยะสั้น กลาง และยาว จากนั้นจึงพิจารณาเงื่อนไขของแต่ละกองทุนอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาถือครอง นโยบายการลงทุน และวงเงินลดหย่อนภาษี เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่ตอบโจทย์และนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินตามที่ตั้งใจไว้ การศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพิ่มเติมจะช่วยให้การตัดสินใจมีความแม่นยำและมั่นใจมากยิ่งขึ้น