Home » โค้งสุดท้าย! Thai ESG vs SSF/RMF เลือกกองไหนลดหย่อนภาษี 68

โค้งสุดท้าย! Thai ESG vs SSF/RMF เลือกกองไหนลดหย่อนภาษี 68

สารบัญ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีภาษี การวางแผนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน การเปรียบเทียบระหว่างกองทุน Thai ESG vs SSF/RMF ถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูง เนื่องจากแต่ละกองทุนมีเงื่อนไข วงเงิน และเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละผลิตภัณฑ์จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินและสถานะทางภาษีของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับปี 2568 นี้

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีปลายปี 2568

  • RMF (Retirement Mutual Fund): เหมาะสำหรับการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณ ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท มีเงื่อนไขต้องลงทุนต่อเนื่องและถือครองจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
  • SSF (Super Savings Fund): เป็นกองทุนเพื่อการออมระยะยาวเช่นกัน โดยวงเงินลดหย่อนจะถูกนับรวมกับ RMF, กบข., PVD, และประกันบำนาญ รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • Thai ESG (Thailand ESG Fund): กองทุนน้องใหม่ที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมแยกต่างหากสูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการถือครองเพียง 5 ปี
  • Thai ESGX (Thailand ESG Fund Extra): เป็นกองทุนพิเศษสำหรับปี 2568 เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถือ LTF สามารถโอนย้ายมาลงทุนเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ โดยมีกรอบเวลาการลงทุนที่จำกัด
  • การวางแผนสูงสุด: ในปี 2568 ผู้มีเงินได้สามารถวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุนรวมได้สูงสุดถึง 600,000 บาท (จากการลงทุนใน RMF 300,000 บาท และ Thai ESG 300,000 บาท) ขึ้นอยู่กับฐานรายได้และเงื่อนไขอื่นๆ

ทำความเข้าใจกองทุนลดหย่อนภาษี: ภาพรวมปี 2568

การลงทุนในกองทุนรวมลดหย่อนภาษีเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากให้ประโยชน์สองต่อ คือ โอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว และการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในแต่ละปี สำหรับปีภาษี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตนเองนั้น มีกองทุนหลักสามประเภทที่ต้องพิจารณา ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF), และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทใหม่ที่เพิ่มเข้ามา

ความสำคัญของการเลือกกองทุนที่เหมาะสมไม่ได้อยู่แค่การประหยัดภาษีให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวของแต่ละบุคคลด้วย เช่น การวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ การออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะกลาง หรือการลงทุนที่สอดคล้องกับหลักการด้านความยั่งยืน ดังนั้น การศึกษาเงื่อนไขและลักษณะเฉพาะของแต่ละกองทุนจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่งก่อนตัดสินใจลงทุนในช่วงปลายปี

เจาะลึกกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) เป็นเครื่องมือการลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการออมเงินในระยะยาว สำหรับเตรียมความพร้อมทางการเงินหลังเกษียณอายุโดยเฉพาะ โดยภาครัฐได้มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนมีการวางแผนการเงินอย่างต่อเนื่อง

สิทธิประโยชน์ทางภาษีและวงเงินสูงสุด

ผู้ลงทุนในกองทุน RMF สามารถนำจำนวนเงินที่ลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในปีนั้นๆ แต่มีเพดานสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี อย่างไรก็ตาม วงเงิน 500,000 บาทนี้ เป็นวงเงินรวมสำหรับการออมเพื่อการเกษียณทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าจะต้องนับรวมกับเงินลงทุนในกองทุน SSF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ

เงื่อนไขการลงทุนที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก RMF มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการออมเพื่อการเกษียณอย่างแท้จริง โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้:

  • การลงทุนต่อเนื่อง: ผู้ลงทุนจะต้องทำการซื้อหน่วยลงทุน RMF อย่างต่อเนื่องทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี โดยสามารถเว้นการลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน
  • ระยะเวลาถือครอง: ต้องถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (นับแบบวันชนวัน)
  • เงื่อนไขการขายคืน: จะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขและไม่ต้องคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อน ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ตามวันเกิดแล้วเท่านั้น

การผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งของ RMF เช่น การขายคืนก่อนกำหนด หรือการไม่ลงทุนต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับการลดหย่อนย้อนหลัง พร้อมกับเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด

RMF เหมาะกับนักลงทุนกลุ่มใด?

จากเงื่อนไขดังกล่าว จะเห็นได้ว่า RMF เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอย่างจริงจัง มีวินัยในการออมสูง และสามารถยอมรับการลงทุนในระยะยาวได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งมีระยะเวลาการลงทุนจนถึงอายุ 55 ปีไม่นานนัก หรือผู้ที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในวงเงินที่สูงและพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF)

กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว หรือ SSF (Super Savings Fund) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งมีลักษณะเป็นกองทุนเพื่อการออมในระยะกลางถึงระยะยาว

สิทธิลดหย่อนภาษีและเพดานการลงทุน

สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับ SSF นั้นจะถูกนับรวมอยู่ในเพดานเดียวกับการออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ เช่นเดียวกับ RMF กล่าวคือ เมื่อรวมยอดเงินลงทุนใน SSF, RMF, PVD, กบข., กอช. และประกันบำนาญแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีภาษี สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนต้องวางแผนการจัดสรรเงินลงทุนในแต่ละผลิตภัณฑ์ให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้เพดานที่กำหนด

ข้อควรพิจารณาก่อนลงทุนใน SSF

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนใน SSF เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี คือ ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ผู้ลงทุนจำเป็นต้องแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ตนเองลงทุนอยู่ หากไม่ได้แจ้งความประสงค์ดังกล่าว ก็จะไม่สามารถนำยอดเงินลงทุนไปใช้ในการคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้น การตรวจสอบและยืนยันการแจ้งความประสงค์กับ บลจ. จึงเป็นขั้นตอนที่ห้ามละเลย

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG): ดาวเด่นดวงใหม่

กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG (Thailand ESG Fund) เป็นกองทุนที่เริ่มจัดตั้งขึ้นในปี 2567 และได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีตัวใหม่ที่มาพร้อมกับเงื่อนไขที่น่าสนใจ และยังเป็นการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, and Governance)

จุดเด่นที่แตกต่างและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม

ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของกองทุน Thai ESG คือ การให้สิทธิลดหย่อนภาษีในวงเงินที่แยกต่างหากจากกลุ่ม RMF/SSF และการออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ โดยผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน Thai ESG มาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี ซึ่งหมายความว่า หากนักลงทุนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในกลุ่ม RMF/SSF เต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว ยังสามารถลงทุนใน Thai ESG เพิ่มเติมเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกสูงสุดถึง 300,000 บาท ทำให้มีโอกาสลดหย่อนภาษีจากกองทุนรวมได้สูงสุดถึง 800,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเงินได้และเงื่อนไข) แต่ในปี 2568 จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ซึ่งยอดรวมสูงสุดจะอยู่ที่ 600,000 บาท

เงื่อนไขการถือครองที่ยืดหยุ่นกว่า

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Thai ESG มีความน่าสนใจคือเงื่อนไขการถือครองที่สั้นและไม่ซับซ้อนเท่า RMF โดยมีเงื่อนไขหลักเพียงข้อเดียว คือ ต้องถือหน่วยลงทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุน (นับแบบวันชนวัน) และไม่มีเงื่อนไขเรื่องอายุของผู้ลงทุนในการขายคืน เมื่อครบกำหนด 5 ปีแล้ว ผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ทันทีโดยไม่ผิดเงื่อนไข และไม่ต้องรอจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์

Thai ESG ตอบโจทย์ใครบ้าง?

ด้วยเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า กองทุน Thai ESG จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานและต้องการเริ่มต้นวางแผนภาษี ไปจนถึงนักลงทุนที่มีประสบการณ์ซึ่งต้องการสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการผูกมัดกับการลงทุนในระยะยาวมากเกินไป และต้องการสภาพคล่องที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับ RMF รวมถึงผู้ที่สนใจสนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

Thai ESGX: โอกาสพิเศษสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF

สำหรับปี 2568 ได้มีการเปิดตัวกองทุนประเภทพิเศษขึ้นมา คือ Thai ESGX ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เคยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มาก่อน และต้องการใช้ประโยชน์จากเงินลงทุนเดิมเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม

กลไกการลดหย่อนภาษีของ Thai ESGX

Thai ESGX เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถโยกย้ายเงินลงทุนจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนดเงื่อนไขแล้ว มาลงทุนในกองทุน Thai ESGX เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 500,000 บาท โดยสิทธิประโยชน์นี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ การลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2568 จำนวน 300,000 บาท และส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท จะสามารถทยอยนำไปลดหย่อนในปีภาษีถัดๆ ไปได้อีกปีละไม่เกิน 50,000 บาท จนกว่าจะครบวงเงิน

กรอบเวลาและเงื่อนไขสำคัญ

โอกาสในการลงทุน Thai ESGX นี้มีระยะเวลาจำกัด โดยผู้ลงทุนจะต้องทำรายการโยกย้ายเงินจาก LTF มายัง Thai ESGX ภายในช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น และยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเช่นเดียวกับกองทุน Thai ESG ทั่วไป

เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: Thai ESG vs SSF vs RMF

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ในรูปแบบตารางจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ตารางเปรียบเทียบเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของกองทุนลดหย่อนภาษีปี 2568
หัวข้อเปรียบเทียบ RMF SSF Thai ESG Thai ESGX
วงเงินลดหย่อนสูงสุด 30% ของเงินได้ (ไม่เกิน 500,000 บ.) นับรวมกับ RMF และอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บ. 30% ของเงินได้ (ไม่เกิน 300,000 บ.) วงเงินแยก สูงสุด 300,000 บ. ในปีแรก + ทยอยลดหย่อน
ระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ ≥ 5 ปี (นับจากซื้อครั้งแรก) ≥ 5 ปี (นับจากวันที่ซื้อ) ≥ 5 ปี (นับจากวันที่ซื้อ)
เงื่อนไขการขายคืน ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ขายได้เมื่อครบ 5 ปี ขายได้เมื่อครบ 5 ปี
ความต่อเนื่องในการลงทุน ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี) ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเงื่อนไข
เงื่อนไขพิเศษ มีวินัยในการลงทุนระยะยาว ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิกับ บลจ. เป็นการลงทุนที่เน้นความยั่งยืน ต้องโยกจาก LTF ภายใน 1 พ.ค. – 30 มิ.ย. 68

วางกลยุทธ์เลือกกองทุนให้เหมาะสมกับตนเอง

การเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีที่เหมาะสมที่สุดนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลเป็นสำคัญ ได้แก่ อายุ, ระดับรายได้, เป้าหมายทางการเงิน, ความสามารถในการรับความเสี่ยง และระยะเวลาการลงทุนที่ต้องการ การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนไปยังกองทุนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีศึกษา: ภาพจำลองการประหยัดภาษี

เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการวางแผนภาษี ลองพิจารณาตัวอย่างของบุคคลที่มีเงินได้พึงประเมินระดับกลาง และตัดสินใจลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีเต็มสิทธิที่ตนเองสามารถทำได้

สมมติว่าบุคคลดังกล่าวมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีจำนวน 1,000,000 บาท หากไม่มีการลงทุนลดหย่อนภาษีเลย จะต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า ซึ่งคำนวณได้เป็นเงินภาษีประมาณ 179,000 บาท

แต่หากบุคคลนี้วางแผนโดยการลงทุนในกองทุน RMF จำนวน 300,000 บาท และลงทุนในกองทุน Thai ESG อีก 300,000 บาท (ใช้สิทธิเต็ม 30% ของเงินได้) จะทำให้เงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีลดลงเหลือเพียง 400,000 บาท (1,000,000 – 300,000 – 300,000) ซึ่งเมื่อคำนวณภาษีจากฐานใหม่นี้ จะเสียภาษีเพียง 32,150 บาท

ในกรณีศึกษานี้ จะเห็นได้ว่าการวางแผนภาษีอย่างเหมาะสมสามารถช่วยประหยัดเงินภาษีไปได้มากถึง 146,850 บาท (179,000 – 32,150) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สามารถนำไปต่อยอดการลงทุนหรือใช้จ่ายเพื่อเป้าหมายอื่นต่อไปได้

บทสรุป: การตัดสินใจลงทุนเพื่อเป้าหมายทางภาษีปี 2568

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 การตัดสินใจเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีระหว่าง Thai ESG vs SSF/RMF จำเป็นต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบด้าน RMF ยังคงเป็นเครื่องมือหลักสำหรับผู้ที่มุ่งเน้นการออมเพื่อการเกษียณในระยะยาวและมีวินัยสูง ในขณะที่ Thai ESG กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมด้วยเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่าและระยะเวลาการลงทุนที่สั้นลง ส่วน SSF ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการออมระยะยาวที่อยู่ภายใต้เพดานเดียวกับ RMF

สำหรับปีนี้ โอกาสพิเศษจาก Thai ESGX สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา การผสมผสานการลงทุนในกองทุนเหล่านี้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้มีเงินได้สามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยอาจได้รับสิทธิลดหย่อนสูงสุดถึง 600,000 บาท สิ่งสำคัญที่สุดคือการประเมินสถานะทางการเงิน เป้าหมาย และความพร้อมของตนเอง เพื่อเลือกเครื่องมือที่สอดคล้องกับแผนการเงินส่วนบุคคลได้ดีที่สุดก่อนที่กำหนดเวลาการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในปี 2568 จะสิ้นสุดลง