กองทุน TESG ปีที่ 2: กลยุทธ์เลือกหุ้นยั่งยืนรับเทรนด์ 2026
เมื่อเข้าสู่ปีที่สองของการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน การวางกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนระยะยาวพร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บทความนี้จะเจาะลึกถึง กองทุน TESG ปีที่ 2: กลยุทธ์เลือกหุ้นยั่งยืนรับเทรนด์ 2026 โดยครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน กลยุทธ์การคัดเลือกสินทรัพย์ของกองทุน ไปจนถึงแนวทางการปรับพอร์ตเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนแห่งอนาคตที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มากขึ้น
ประเด็นสำคัญของการลงทุน TESG ในปีที่สอง
- ความชัดเจนของกองทุน TESG: โดยทั่วไปแล้ว กองทุน TESG ในปัจจุบันหมายถึงกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESGX) ซึ่งเป็นเครื่องมือการลงทุนใหม่ที่ภาครัฐสนับสนุนเพื่อกระตุ้นตลาดทุนและมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- กลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย: ผู้จัดการกองทุนใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการคัดเลือกหุ้นยั่งยืน ตั้งแต่การอ้างอิงดัชนี SETESG, การใช้แบบจำลอง Multi-Factor และ Machine Learning, ไปจนถึงการเน้นหุ้นปันผลสูง
- ESG คือเมกะเทรนด์: แนวโน้มการลงทุนในปี 2026 และหลังจากนั้นจะมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนมากขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐและความตระหนักของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
- การวางแผนภาษีและการปรับพอร์ต: กลยุทธ์สำหรับปีที่สองควรให้ความสำคัญกับการทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ การวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ และการกระจายความเสี่ยงเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง
- การลงทุนระยะยาวคือหัวใจสำคัญ: กองทุน TESG ถูกออกแบบมาเพื่อการออมและการลงทุนระยะยาว นักลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นและปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครองเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ทำความเข้าใจกองทุน TESG: ภาพรวมและความสำคัญ
ก่อนจะวางกลยุทธ์สำหรับอนาคต การทำความเข้าใจพื้นฐานและวัตถุประสงค์ของกองทุน TESG เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) คืออะไร
กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thailand ESG Fund (TESG) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของกลุ่มกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG เป็นหลัก กองทุนประเภทนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวและการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนของไทยที่มีการดำเนินงานอย่างยั่งยืน
ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป กองทุน TESG มีข้อกำหนดด้านการลงทุนที่ชัดเจน คือ:
- ต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
- ต้องลงทุนในหุ้นยั่งยืนของไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
วัตถุประสงค์หลักของกองทุน TESG คือการเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี หลังจากที่มาตรการของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้สิ้นสุดลง พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงในระยะยาว
ความเชื่อมโยงกับกองทุน Thai ESGX Fund
ในบริบทปัจจุบัน คำว่า “กองทุน TESG” มักถูกใช้เพื่ออ้างอิงถึงกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นภายใต้มาตรการพิเศษของภาครัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อทางการว่า Thai ESG X Fund (TESGX) หรือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESGX) ซึ่งเป็นกองทุนที่รัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกันผลักดันขึ้นเพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปี 2567 ถึงกลางปี 2568
กองทุน Thai ESGX มีจุดเด่นที่สำคัญคือการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีในวงเงินที่สูงถึง 500,000 บาท สำหรับผู้ที่โอนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF หรือผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด (สิ้นสุดไม่เกินเดือนมิถุนายน 2568)
เงื่อนไขสำคัญของกองทุน Thai ESGX คือนักลงทุนจำเป็นต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อหรือโอนย้าย เพื่อรักษาสิทธิในการลดหย่อนภาษี ดังนั้น แม้ชื่อเรียกจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่หัวใจสำคัญของกองทุนเหล่านี้คือการลงทุนในสินทรัพย์ยั่งยืนของไทยเพื่อเป้าหมายระยะยาว
เจาะลึกกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นของกองทุน TESG
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แต่ละแห่งมีแนวทางและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการกองทุน TESG ที่แตกต่างกันไป เพื่อสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาด การทำความเข้าใจกลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และมุมมองการลงทุนของตนเอง
การใช้ดัชนี SETESG เป็นเกณฑ์มาตรฐานหลัก
กลยุทธ์พื้นฐานที่สุดที่กองทุน TESG ส่วนใหญ่ใช้ คือการคัดเลือกหุ้นโดยอ้างอิงจาก ดัชนี SETESG (SET ESG Index) ซึ่งเป็นดัชนีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานด้าน ESG ในระดับดีเยี่ยม หุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนีนี้มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ (Large Cap) ที่มีความมั่นคง มีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใส และมีกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน ESG ที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนโดยอิงดัชนีนี้จึงเปรียบเสมือนการลงทุนในภาพรวมของตลาดหุ้นยั่งยืนของไทย
กลยุทธ์ผสมผสาน: Multi-Factor และ Machine Learning
เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Alpha) บลจ. หลายแห่งได้พัฒนากลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นเชิงรุก (Active Management) ที่ซับซ้อนขึ้น โดยผสมผสานหลากหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น:
- Multi-Factor Investing: เป็นการวิเคราะห์หุ้นจากหลายปัจจัยพื้นฐานที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เช่น คุณภาพของกิจการ (Quality), ระดับราคาหรือความถูกแพง (Valuation), แนวโน้มราคา (Momentum), และอัตราเงินปันผล (Dividend Yield)
- Machine Learning Models: การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning มาสร้างแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาล และคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตดีในอนาคตได้อย่างแม่นยำขึ้น
กองทุนที่ใช้กลยุทธ์ลักษณะนี้มักจะลงทุนในหุ้นไทยจำนวนไม่มากนัก (ประมาณ 20-25 ตัว) โดยเน้นบริษัทที่มี ESG Rating สูงและผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากแบบจำลอง เพื่อมุ่งหวังให้ผลตอบแทนโดยรวมสูงกว่าดัชนี SETESG Total Return Index (TRI)
การเน้นลงทุนในหุ้นปันผลยั่งยืน
กองทุนบางแห่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินลงทุน กลยุทธ์นี้จะมุ่งเน้นการคัดเลือกหุ้นของบริษัทที่มีคุณสมบัติโดดเด่น 3 ประการ คือ
- มีความโดดเด่นด้าน ESG และได้รับการยอมรับในระดับสากล
- มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอในอดีต
- มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสามารถในการจ่ายปันผลในอนาคต
กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้แบบ Passive Income จากเงินปันผล ควบคู่ไปกับการลงทุนในบริษัทที่มีความยั่งยืน
การกระจายความเสี่ยงสู่ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน กองทุน TESG แบบผสม (Hybrid Fund) ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ กองทุนเหล่านี้จะกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์สองประเภทหลัก คือ
- ส่วนของหุ้น: ลงทุนในหุ้นยั่งยืนตามเกณฑ์ (ประมาณ 65-70% ของ NAV) เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
- ส่วนของตราสารหนี้: ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนโดยเฉพาะ (Sustainability Bond, Green Bond, Sustainability-linked Bond) เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความผันผวนให้กับพอร์ตโดยรวม
กลยุทธ์การลงทุน TESG ปีที่ 2 เพื่อรับเทรนด์ปี 2026
เมื่อการลงทุนในกองทุน TESG เดินทางมาถึงปีที่สอง และมองไปข้างหน้าสู่ปี 2569 (2026) นักลงทุนควรเริ่มปรับมุมมองและวางกลยุทธ์เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มของตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไป
ภาพรวมทิศทางการลงทุนอย่างยั่งยืนในปี 2569
แนวโน้มสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นยั่งยืนมีดังนี้:
- ความยั่งยืน (ESG) กลายเป็นกระแสหลัก: ปัจจัยด้าน ESG จะไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยใช้ในการพิจารณาคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน บริษัทที่มี ESG Rating ดีจะมีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากกว่า
- การสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ: ภาครัฐมีแนวโน้มที่จะผลักดันนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวและการลงทุนในหุ้นยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง นอกจากมาตรการ Thai ESGX แล้ว ยังมีการพิจารณามาตรการใหม่อย่าง TISA (Thai Individual Saving Account) ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดทุนไทยในอนาคต
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัว: นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนที่ชัดเจนจากภาครัฐจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และดึงดูดเม็ดเงินให้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นยั่งยืนที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง
กลยุทธ์เชิงรุกสำหรับนักลงทุนในปีที่สอง
เพื่อเตรียมพร้อมรับเทรนด์ปี 2026 นักลงทุนสามารถพิจารณากลยุทธ์ต่อไปนี้:
1. การทบทวนและปรับพอร์ตหุ้นยั่งยืน (Portfolio Review & Rebalancing)
ตรวจสอบพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินว่าหุ้นหรือกองทุนที่ถือครองยังคงมีปัจจัยพื้นฐานและ ESG Rating ที่ดีอยู่หรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาปรับน้ำหนักการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในยุคแห่งความยั่งยืน เช่น กลุ่มพลังงานสะอาด, เทคโนโลยีสีเขียว (Green Tech), หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน (Sustainable Infrastructure)
2. การวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ทำความเข้าใจเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีของกองทุน Thai ESGX อย่างละเอียด โดยเฉพาะแผนการลดหย่อนต่อเนื่องในระยะ 5 ปี เพื่อวางแผนการลงทุนเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับวงเงินลดหย่อนในแต่ละปีอย่างเต็มประสิทธิภาพ
3. การคัดเลือกกองทุนที่มีกลยุทธ์โดดเด่นและชัดเจน
มองหากองทุนที่มีปรัชญาและกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจน เช่น กองทุนที่ใช้กลยุทธ์ Multi-Factor หรือ Machine Learning ซึ่งอาจมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบอิงดัชนีทั่วไป โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในอดีตและนโยบายการลงทุนประกอบกัน
4. การกระจายความเสี่ยง (Diversification)
หลีกเลี่ยงการลงทุนกระจุกตัวในกองทุนใดกองทุนหนึ่ง แต่ควรกระจายการลงทุนไปยังกองทุนจากหลาย บลจ. เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากสไตล์การบริหารจัดการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ อาจพิจารณาผสมผสานระหว่างกองทุนหุ้นยั่งยืน (ความเสี่ยงสูงระดับ 6) กับกองทุนตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (ความเสี่ยงปานกลางระดับ 3-4) เพื่อสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม
ข้อควรพิจารณาและความเสี่ยงในการลงทุนกองทุน TESG
แม้ว่าการลงทุนในกองทุน TESG จะมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาว แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน
ระดับความเสี่ยงและลักษณะของกองทุน
กองทุน TESG ที่เน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลักส่วนใหญ่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) เนื่องจากราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนตามสภาวะตลาดหุ้น นักลงทุนจึงควรประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ และต้องเข้าใจว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
เงื่อนไขระยะเวลาการถือครองเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หัวใจสำคัญของการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีคือการลงทุนระยะยาว สำหรับกองทุน Thai ESGX มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องถือครองหน่วยลงทุนอย่างน้อย 5 ปีเต็ม การขายหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอาจทำให้ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับลดหย่อนไปพร้อมเบี้ยปรับ ดังนั้น การลงทุนในกองทุนประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับเงินออมระยะยาวที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้น
ความสำคัญของการติดตามนโยบายภาครัฐ
นโยบายของภาครัฐมีผลอย่างยิ่งต่อตลาดทุนและการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี นักลงทุนควรติดตามข่าวสารความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ เช่น โครงการ TISA หรือนโยบายอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นยั่งยืน เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างทันท่วงที
บทสรุป: เตรียมพอร์ตลงทุน TESG สู่เป้าหมายระยะยาว
การลงทุนใน กองทุน TESG ปีที่ 2 และการวางกลยุทธ์เพื่อรับเทรนด์ปี 2026 เป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การลงทุนและวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESGX) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่เพียงช่วยในการวางแผนภาษี แต่ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่ความยั่งยืน
กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จประกอบด้วยการทำความเข้าใจแนวทางการคัดเลือกหุ้นที่หลากหลายของผู้จัดการกองทุน การติดตามเมกะเทรนด์ด้าน ESG อย่างใกล้ชิด การทบทวนและปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการลงทุนระยะยาว การเริ่มต้นศึกษาข้อมูลรายละเอียดของแต่ละกองทุน วางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ตั้งแต่วันนี้ จะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในอนาคต