Home » เปิดโผ TESG กองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่ น่าลงทุนไหม?

เปิดโผ TESG กองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่ น่าลงทุนไหม?

สารบัญ

เมื่อฤดูกาลวางแผนภาษีใกล้เข้ามา คำถามที่ว่า เปิดโผ TESG กองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่ น่าลงทุนไหม? กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในแวดวงนักลงทุนและผู้เสียภาษี กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ Thai ESG (TESG) คือเครื่องมือทางการเงินล่าสุดที่ภาครัฐนำเสนอเพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมที่น่าสนใจ

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกองทุน TESG

  • สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม: กองทุน TESG มอบสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยเป็นวงเงินที่แยกต่างหากจากกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทอื่น ๆ เช่น RMF และ SSF
  • เงื่อนไขการถือครองที่ยืดหยุ่น: กำหนดระยะเวลาถือครองหน่วยลงทุนเพียง 5 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน) ซึ่งสั้นกว่ากองทุนลดหย่อนภาษีส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ทำให้มีสภาพคล่องสูงกว่า
  • ส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน: นโยบายการลงทุนมุ่งเน้นไปที่หุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทไทยที่ผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งเป็นการสนับสนุนธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและอาจสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • ไม่บังคับลงทุนต่อเนื่อง: ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในปีที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี เพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผนการเงิน

การเปิดตัวกองทุน TESG ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิทัศน์ของการวางแผนภาษีและการลงทุนในประเทศไทย โดยนำเสนอทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งในมิติของการประหยัดภาษีและมิติของการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บทความนี้จะวิเคราะห์ในรายละเอียดเพื่อตอบคำถามสำคัญว่ากองทุน TESG มีความน่าสนใจเพียงใดและเหมาะกับนักลงทุนกลุ่มไหน

ทำความรู้จัก TESG: กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย

การมาถึงของกองทุน TESG ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาตลาดทุนไทยที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น การทำความเข้าใจในแนวคิดและวัตถุประสงค์ของกองทุนประเภทนี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับนักลงทุน

นิยามและความเป็นมาของ TESG

กองทุน TESG หรือ Thailand ESG Fund คือกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นตามนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไปและนำไปลงทุนในสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยที่มีการดำเนินธุรกิจโดดเด่นด้านความยั่งยืนตามหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) กองทุนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนหันมาสนใจการลงทุนที่สร้างผลกระทบเชิงบวก ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน โดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูด

การริเริ่มกองทุนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสโลกที่การลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investing) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนทั่วโลกต่างตระหนักว่าบริษัทที่มีการจัดการด้าน ESG ที่ดีมักมีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวได้ดีกว่า

วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งกองทุน

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน TESG สามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  1. ด้านนักลงทุนและผู้เสียภาษี: เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากกองทุน RMF/SSF จนเต็มวงเงินแล้ว TESG จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการประหยัดภาษีได้มากขึ้น
  2. ด้านตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียน: เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG มากขึ้น เนื่องจากจะทำให้บริษัทเหล่านั้นกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนของกองทุน TESG ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและมูลค่าให้กับหลักทรัพย์ของบริษัท
  3. ด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม: เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยใช้ตลาดทุนเป็นกลไกในการจัดสรรเงินทุนไปยังธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

เจาะลึกเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ TESG

จุดเด่นที่สุดที่ทำให้กองทุน TESG แตกต่างและน่าสนใจคือเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ถูกออกแบบมาให้มีความพิเศษและเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนในหลายมิติ

วงเงินลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม

สิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของ TESG คือการให้วงเงินลดหย่อนภาษี “เพิ่มเติม” จากวงเงินเดิมที่นักลงทุนคุ้นเคย โดยผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินที่ลงทุนในกองทุน TESG ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ในอัตรา 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี

ความสำคัญของวงเงินนี้คือ เป็นวงเงินที่แยกต่างหากจากกลุ่มการออมและการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งมีเพดานรวมกันอยู่ที่ 500,000 บาท (ประกอบด้วย RMF, SSF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ) ดังนั้น หากนักลงทุนใช้สิทธิ์ในกลุ่ม 500,000 บาทเต็มแล้ว ยังสามารถใช้สิทธิ์จาก TESG เพิ่มได้อีก 300,000 บาท ทำให้ยอดลดหย่อนภาษีสูงสุดจากกลุ่มกองทุนรวมเพิ่มขึ้นเป็น 800,000 บาท

ระยะเวลาการถือครองที่สั้นลง

เงื่อนไขด้านระยะเวลาการถือครองเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ TESG มีความน่าสนใจ โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุน (คำนวณแบบวันชนวัน) ซึ่งเงื่อนไขนี้สั้นกว่ากองทุน SSF ที่กำหนดให้ถือครอง 10 ปี และกองทุน RMF ที่ต้องถือครองจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ระยะเวลาการถือครองที่สั้นลงนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสภาพคล่องให้กับนักลงทุน ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนภาษีในระยะกลาง และไม่ต้องการผูกพันกับการลงทุนในระยะยาวจนเกินไป

ความยืดหยุ่นในการลงทุน

แตกต่างจากกองทุน RMF ซึ่งมีเงื่อนไขบังคับให้ต้องลงทุนต่อเนื่องเกือบทุกปี (สามารถเว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) กองทุน TESG ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ลงทุนสามารถเลือกซื้อหน่วยลงทุนเฉพาะปีที่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ตามความสะดวกและความเหมาะสมของสถานะทางการเงินในปีนั้นๆ ความยืดหยุ่นนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ หรือต้องการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนในแต่ละปี

กองทุน TESG เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยวงเงินลดหย่อนที่เพิ่มขึ้นและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายระยะกลางและการลงทุนอย่างยั่งยืน

เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษี: TESG vs SSF vs RMF

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและจุดเด่นของกองทุนแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบเงื่อนไขสำคัญระหว่างกองทุน TESG, SSF และ RMF เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประกอบการตัดสินใจ

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของกองทุนลดหย่อนภาษี TESG, SSF, และ RMF สำหรับการวางแผนภาษีปี 2568
คุณสมบัติ กองทุน TESG กองทุน SSF กองทุน RMF
วัตถุประสงค์การลงทุน ส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในไทย และลดหย่อนภาษีระยะกลาง ส่งเสริมการออมระยะยาว และลดหย่อนภาษี ส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณอายุ และลดหย่อนภาษี
นโยบายการลงทุน ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งในและต่างประเทศ ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งในและต่างประเทศ
วงเงินลดหย่อนภาษี 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (วงเงินแยก) 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
เพดานวงเงินรวม เป็นวงเงินเพิ่มเติม ไม่นับรวมกับกองทุนอื่น เมื่อรวมกับ RMF, PVD, กบข., ประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ระยะเวลาถือครอง อย่างน้อย 5 ปีเต็ม (นับวันชนวัน) อย่างน้อย 10 ปีเต็ม (นับวันชนวัน) ลงทุนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี
เงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่อง ไม่บังคับ ไม่บังคับ ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน)
เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่ม, สนใจการลงทุน ESG, และวางแผนการเงินระยะกลาง (5 ปี) ผู้ที่ต้องการออมเงินระยะยาว (10 ปี) และต้องการความยืดหยุ่นในสินทรัพย์ที่ลงทุน ผู้ที่วางแผนการเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุอย่างจริงจัง

นโยบายและแนวทางการลงทุนของ TESG

หัวใจสำคัญของกองทุน TESG คือการมุ่งเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก การทำความเข้าใจเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์จะช่วยให้นักลงทุนประเมินโอกาสและลักษณะของผลตอบแทนได้ดียิ่งขึ้น

สินทรัพย์เป้าหมายตามเกณฑ์ ESG

กองทุน TESG จะมีกรอบการลงทุนที่ชัดเจน โดยจะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ 2 ประเภทหลักที่ออกโดยกิจการในประเทศไทย ได้แก่:

  1. หุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียน: กองทุนจะคัดเลือกหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีความโดดเด่นด้าน ESG เช่น อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) หรือได้รับการประเมิน ESG Rating ในระดับที่ดีจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
  2. ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน: รวมถึงตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond), ตราสารหนี้เพื่อพัฒนาสังคม (Social Bond), และตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Bond) ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐหรือเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยเฉพาะ

การจำกัดขอบเขตการลงทุนไว้เฉพาะสินทรัพย์ในประเทศที่มีคุณสมบัติด้าน ESG ทำให้กองทุน TESG มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ที่อาจมีการลงทุนที่หลากหลายกว่า

ESG คืออะไรและสำคัญอย่างไร?

ESG เป็นหลักการที่ใช้ประเมินการดำเนินงานของบริษัทโดยพิจารณาจาก 3 มิติสำคัญ:

  • E – Environmental (สิ่งแวดล้อม): การดำเนินงานของบริษัทที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการพลังงาน, การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การบริหารจัดการขยะและมลพิษ, และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ
  • S – Social (สังคม): การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่พนักงาน, ลูกค้า, คู่ค้า, ไปจนถึงชุมชนที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ เช่น การดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพนักงาน, การเคารพสิทธิมนุษยชน, และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน
  • G – Governance (ธรรมาภิบาล): การกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

แนวคิดการลงทุนในบริษัทที่มีคะแนน ESG สูงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า บริษัทเหล่านี้มีความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่า มีโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และมีแนวโน้มที่จะสร้างผลการดำเนินงานที่มั่นคงและยั่งยืนได้ในระยะยาว

วิเคราะห์ความเหมาะสม: TESG น่าลงทุนสำหรับใคร?

หลังจากทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ แล้ว คำถามสุดท้ายคือ เปิดโผ TESG กองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่ น่าลงทุนไหม? และใครคือกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของกองทุนประเภทนี้

กลุ่มนักลงทุนที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

กองทุน TESG จะให้ประโยชน์สูงสุดกับนักลงทุนในกลุ่มต่อไปนี้:

  • ผู้มีรายได้สูงที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเต็มวงเงินเดิม: สำหรับผู้ที่ลงทุนใน RMF, SSF, PVD และประกันบำนาญจนเต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว TESG ถือเป็นเครื่องมือเดียวที่ช่วยให้สามารถลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีกสูงสุดถึง 300,000 บาท
  • นักลงทุนที่มองหาการลงทุนระยะกลาง: ด้วยเงื่อนไขการถือครองเพียง 5 ปี TESG จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินสำหรับเป้าหมายระยะกลาง เช่น การเก็บเงินดาวน์บ้าน, การศึกษาบุตร หรือเป้าหมายอื่นๆ ที่มีระยะเวลาประมาณ 5-7 ปี
  • ผู้ที่สนใจการลงทุนอย่างยั่งยืน: สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่หรือผู้ที่ต้องการให้เงินลงทุนของตนเองมีส่วนช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม TESG เป็นช่องทางที่ตอบโจทย์โดยตรง
  • ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการวางแผนภาษี: การที่ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ทำให้ TESG เหมาะกับฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งสามารถเลือกลงทุนเฉพาะในปีที่มีรายได้สูงและต้องการลดหย่อนภาษีมากเป็นพิเศษ

ข้อดีและจุดเด่นที่น่าสนใจ

สรุปข้อดีสำคัญของ TESG อีกครั้ง ได้แก่:

  • เพิ่มเพดานการลดหย่อนภาษี: เป็นประโยชน์โดยตรงที่จับต้องได้
  • สภาพคล่องสูงกว่า: ระยะเวลาถือครอง 5 ปี สั้นกว่า SSF/RMF อย่างชัดเจน
  • ลงทุนตามหลักการสากล: การลงทุนแบบ ESG เป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ
  • สนับสนุนเศรษฐกิจไทย: เงินลงทุนจะหมุนเวียนอยู่ในบริษัทและโครงการภายในประเทศ

ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

แม้จะมีข้อดีหลายประการ นักลงทุนควรพิจารณาถึงความเสี่ยงและข้อจำกัดของ TESG ด้วยเช่นกัน:

  • ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว: การลงทุนจำกัดอยู่เฉพาะในสินทรัพย์ของประเทศไทย อาจทำให้กองทุนขาดการกระจายความเสี่ยงไปในตลาดโลก และมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจไทยโดยตรง
  • ความเสี่ยงด้านตลาด: เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นทั่วไป ผลตอบแทนของกองทุน TESG ย่อมขึ้นอยู่กับสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีความผันผวนได้
  • ผลตอบแทนไม่ใช่สิ่งการันตี: แม้บริษัทที่มี ESG ที่ดีจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นเสมอไป ผลการดำเนินงานยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก
  • เงื่อนไขการผิดนัด: หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 5 ปี จะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับลดหย่อนไปทั้งหมด พร้อมเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) และกำไรที่ได้จากการขายคืนจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี

บทสรุปและแนวทางการวางแผนลงทุน

โดยสรุป กองทุน TESG ถือเป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีตัวใหม่ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับปีภาษี 2568 และปีต่อๆ ไป ด้วยการมอบวงเงินลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสูงสุด 300,000 บาท และมีเงื่อนไขการถือครองเพียง 5 ปี ทำให้เป็นทางเลือกที่โดดเด่นสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนภาษีและสนใจการลงทุนที่สอดคล้องกับหลักการความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนควรมาจากการพิจารณาภาพรวมของแผนการเงินส่วนบุคคล ทั้งเป้าหมายการลงทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสถานะทางภาษีของตนเอง TESG อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม นี่คือโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม

ขั้นตอนต่อไปสำหรับผู้ที่สนใจ คือการเริ่มต้นศึกษาข้อมูลกองทุน TESG จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ ที่จะเริ่มเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่น ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 สำหรับการใช้สิทธิ์ปีภาษี 2568) เพื่อเปรียบเทียบนโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และผลการดำเนินงานในอดีตของหุ้นที่กองทุนตั้งเป้าจะลงทุน ก่อนตัดสินใจเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเองมากที่สุด การเตรียมตัวและวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางการเงินใหม่นี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ