กองทุน TESG โค้งสุดท้าย ลดหย่อนภาษีทันปี 2568 ไหม?
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกองทุน TESG เพื่อการลดหย่อนภาษีปี 2568
- ทำความเข้าใจกองทุน TESG (Thailand ESG Fund)
- เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน TESG ประจำปี 2568
- รู้จัก Thai ESGX โครงการพิเศษที่ขยายสิทธิประโยชน์
- เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษี: TESG, Thai ESGX และ RMF
- แนะนำตัวอย่างกองทุน TESG ที่น่าสนใจ
- ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนในโค้งสุดท้ายของปี
- บทสรุป: วางแผนลงทุน TESG เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายปี คำถามสำคัญสำหรับผู้มีเงินได้คือ กองทุน TESG โค้งสุดท้าย ลดหย่อนภาษีทันปี 2568 ไหม? คำตอบคือสามารถทำได้ โดยการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ TESG (Thailand ESG Fund) ภายในปีภาษี 2568 จะสามารถนำไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีดังกล่าวได้ ซึ่งการยื่นภาษีจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 กองทุนประเภทนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการวางแผนภาษี แต่ยังเป็นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศอีกด้วย บทความนี้จะเจาะลึกทุกเงื่อนไข ข้อควรรู้ และเปรียบเทียบความแตกต่างเพื่อให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและทันท่วงที
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกองทุน TESG เพื่อการลดหย่อนภาษีปี 2568

- ลดหย่อนภาษีได้ทันปี 2568: การลงทุนในกองทุน TESG ที่เกิดขึ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 ได้
- วงเงินลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท: สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี
- แยกวงเงินจากกองทุนเกษียณ: วงเงินลดหย่อนของ TESG เป็นวงเงินพิเศษ ไม่ถูกนับรวมกับวงเงินลดหย่อนกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ เช่น RMF, SSF, กบข., หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งมีเพดานรวมกันที่ 500,000 บาท
- เงื่อนไขการถือครอง 5 ปีเต็ม: ต้องถือหน่วยลงทุนให้ครบ 5 ปีปฏิทินเต็ม โดยนับแบบวันชนวันจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน
- ลงทุนในธุรกิจยั่งยืน: นโยบายการลงทุนของกองทุน TESG จะเน้นในสินทรัพย์ไทยที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ทำความเข้าใจกองทุน TESG (Thailand ESG Fund)
การลงทุนในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กองทุน TESG ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์แนวคิดดังกล่าวได้อย่างลงตัว พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติม
TESG คืออะไร? นิยามและแนวคิดหลัก
TESG หรือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund) คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในประเทศ โดยมีนโยบายหลักในการลงทุนในสินทรัพย์ของไทยที่ให้ความสำคัญกับหลักการ ESG ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ประเมินการดำเนินงานของธุรกิจใน 3 มิติ ได้แก่:
- Environment (สิ่งแวดล้อม): การดำเนินงานที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ, การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การบริหารจัดการของเสียและมลพิษ, และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
- Social (สังคม): การบริหารจัดการที่ใส่ใจต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตั้งแต่พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ไปจนถึงชุมชนโดยรอบ เช่น การดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพนักงาน, การเคารพสิทธิมนุษยชน, การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน, และการผลิตสินค้าที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
- Governance (ธรรมาภิบาล): การมีโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใส และตรวจสอบได้ เช่น การมีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระ, การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน, การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส, และการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม
ดังนั้น การลงทุนใน TESG จึงเปรียบเสมือนการนำเงินไปสนับสนุนบริษัทที่มีความรับผิดชอบและมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานในระยะยาวของบริษัทเหล่านั้น
ทำไม TESG จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนยุคใหม่
กองทุน TESG ได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและผู้ที่เริ่มวางแผนการเงิน ด้วยเหตุผลหลายประการ:
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าดึงดูด: จุดเด่นที่สุดคือการได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในวงเงินที่แยกออกมาต่างหาก ทำให้ผู้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนกลุ่มเกษียณอายุเต็มเพดานแล้ว ยังสามารถใช้สิทธิจาก TESG เพิ่มได้อีก
- ตอบโจทย์กระแสการลงทุนอย่างยั่งยืน: นักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มองหาแค่ผลตอบแทนสูงสุด แต่ต้องการให้เงินลงทุนของตนเองมีส่วนช่วยสร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น การลงทุนใน TESG จึงสอดคล้องกับค่านิยมดังกล่าว
- โอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของธุรกิจชั้นนำ: บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG มักจะเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี มีนวัตกรรม และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเติบโตของมูลค่ากิจการในระยะยาว
- เงื่อนไขไม่ซับซ้อน: เมื่อเทียบกับกองทุนลดหย่อนภาษีบางประเภท TESG มีเงื่อนไขที่เข้าใจง่าย เช่น ระยะเวลาถือครอง 5 ปี โดยไม่บังคับให้ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ทำให้มีความยืดหยุ่นในการวางแผนการเงิน
เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน TESG ประจำปี 2568
เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด สำหรับการลงทุนในปีภาษี 2568 มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
วงเงินสูงสุดที่สามารถใช้ลดหย่อนได้
ผู้ลงทุนสามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน TESG มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อที่ต้องพิจารณาประกอบกัน คือ:
- ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน: คำนวณจากเงินได้ทั้งหมดที่ต้องเสียภาษีในปีนั้น ๆ
- สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท: เป็นเพดานสูงสุดต่อคนต่อปีภาษี
ตัวอย่าง: หากมีเงินได้พึงประเมินทั้งปี 1,500,000 บาท 30% ของเงินได้คือ 450,000 บาท แต่เนื่องจากมีเพดานสูงสุดกำหนดไว้ที่ 300,000 บาท ดังนั้น จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนจาก TESG ได้สูงสุด 300,000 บาท แต่หากมีเงินได้พึงประเมิน 800,000 บาท 30% ของเงินได้คือ 240,000 บาท ในกรณีนี้จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 240,000 บาท
กฎเกณฑ์ด้านระยะเวลาการถือครอง
เงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนต้องจำให้ขึ้นใจคือระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุน ซึ่งกำหนดไว้ที่ 5 ปีปฏิทินเต็ม โดยมีวิธีการนับที่ไม่เหมือนกับกองทุน LTF ในอดีต
การนับระยะเวลา 5 ปีของ TESG จะนับแบบ “วันชนวัน” หมายความว่า หากซื้อหน่วยลงทุนในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนส่วนนี้ได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2573 เป็นต้นไป (นับจากปี 2568 ไป 5 ปี คือ 2569, 2570, 2571, 2572, 2573) หากขายคืนก่อนกำหนด จะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขและต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไป พร้อมทั้งชำระเงินเพิ่มตามกฎหมาย
ความแตกต่างที่ต้องรู้: TESG กับกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
จุดเด่นที่ทำให้ TESG แตกต่างและเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก คือการที่วงเงินลดหย่อนภาษีของกองทุนนี้ “ไม่ถูกนับรวม” กับวงเงินลดหย่อนในกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณอายุ
โดยปกติแล้ว กลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งประกอบด้วย กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ จะมีเพดานการลดหย่อนรวมกันสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
แต่วงเงินลดหย่อนของ TESG จำนวน 300,000 บาทนั้น เป็นวงเงินพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาต่างหาก ดังนั้น หากนักลงทุนใช้สิทธิลดหย่อนในกลุ่มเกษียณอายุเต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว ก็ยังสามารถลงทุนใน TESG เพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีกสูงสุด 300,000 บาท ทำให้ยอดลดหย่อนรวมจากสองกลุ่มนี้อาจสูงถึง 800,000 บาท (ขึ้นอยู่กับฐานเงินได้)
รู้จัก Thai ESGX โครงการพิเศษที่ขยายสิทธิประโยชน์
นอกเหนือจากกองทุน TESG ทั่วไป ในปี 2568 ยังมีโครงการพิเศษที่เรียกว่า Thai ESGX ซึ่งเป็นส่วนขยายที่มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขและช่วงเวลาการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น แบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก
เงื่อนไขสำหรับนักลงทุนรายใหม่
สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการลงทุนใน Thai ESGX เพื่อลดหย่อนภาษีปี 2568 เงื่อนไขจะคล้ายคลึงกับ TESG ปกติ คือ สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) และต้องถือครองครบ 5 ปีปฏิทิน แต่มีข้อแตกต่างสำคัญคือ ช่วงเวลาในการซื้อ ซึ่งจำกัดอยู่ระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น การซื้อนอกช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่เข้าข่ายโครงการนี้
สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สับเปลี่ยนจาก LTF
นี่คือสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ที่ถือครองหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ณ วันที่ 11 มีนาคม 2568 โดยสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่มีอยู่ไปยังกองทุน Thai ESGX ภายในช่วงเวลาที่กำหนด (พฤษภาคม-มิถุนายน 2568) เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะแบ่งเป็น:
- ปี 2568: ได้รับสิทธิลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท
- ปี 2569 – 2572: ได้รับสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมอีกปีละ 50,000 บาท เป็นเวลา 4 ปี
รวมแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสับเปลี่ยนจาก LTF อาจได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีจาก Thai ESGX สูงสุดถึง 500,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ ทั้งนี้ กองทุน Thai ESGX มีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่าต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
เปรียบเทียบกองทุนลดหย่อนภาษี: TESG, Thai ESGX และ RMF
เพื่อให้เห็นภาพรวมและตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินและการวางแผนภาษีของตนเองได้ดียิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งสำคัญ
| คุณสมบัติ | TESG | Thai ESGX (ลงทุนใหม่) | RMF |
|---|---|---|---|
| วงเงินลดหย่อนปี 2568 | สูงสุด 300,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) | สูงสุด 300,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) | สูงสุด 500,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และต้องรวมกับกองทุนเกษียณอื่น) |
| ช่วงเวลาซื้อ | ตลอดทั้งปี 2568 | 2 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 | ตลอดทั้งปี 2568 |
| ระยะเวลาถือครอง | ครบ 5 ปีปฏิทิน (วันชนวัน) | ครบ 5 ปีปฏิทิน (วันชนวัน) | ลงทุนต่อเนื่องจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี |
| การนับรวมวงเงิน | ไม่รวมกับกลุ่มกองทุนเกษียณอายุ | ไม่รวมกับกลุ่มกองทุนเกษียณอายุ | ต้องนับรวมกับ PVD, กบข., SSF, ประกันบำนาญ |
| ความต่อเนื่องในการซื้อ | ไม่บังคับซื้อทุกปี | ไม่บังคับซื้อทุกปี | ต้องซื้อต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี (ยกเว้นปีที่ไม่มีเงินได้) |
แนะนำตัวอย่างกองทุน TESG ที่น่าสนใจ
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่งได้ออกผลิตภัณฑ์กองทุน TESG ที่มีนโยบายการลงทุนและระดับความเสี่ยงแตกต่างกันไป เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน ตัวอย่างกองทุนที่มีการเสนอขายในปีที่ผ่านมาและอาจเป็นที่น่าสนใจสำหรับปี 2568 ได้แก่:
- กลุ่มความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง (เน้นตราสารหนี้):
- K-ESGSI-ThaiESG (เค ตราสารภาครัฐ ESG ไทย): เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐที่มีส่วนส่งเสริมความยั่งยืน ระดับความเสี่ยง 3
- KKP GB THAI ESG (เคเคพี พันธบัตรรัฐบาลไทยยั่งยืน): ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้าน ESG ระดับความเสี่ยง 3
- กลุ่มความเสี่ยงสูง (เน้นหุ้น):
- SCBTAX(LTFA) (ไทยพาณิชย์ หุ้นแอคทีฟไทยยั่งยืน): เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านเกณฑ์ด้าน ESG อย่างเข้มข้น ระดับความเสี่ยง 6
หมายเหตุ: ข้อมูลกองทุนข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป (Fund Fact Sheet) ของแต่ละกองทุนอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนในโค้งสุดท้ายของปี
แม้ว่าการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีจะเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมในการวางแผนภาษี แต่มีหลายปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การลงทุนนั้นบรรลุเป้าหมายทั้งในด้านภาษีและผลตอบแทน
การประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง
กองทุน TESG มีระดับความเสี่ยงที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับความเสี่ยงต่ำที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ไปจนถึงระดับความเสี่ยงสูงที่เน้นลงทุนในหุ้น นักลงทุนต้องประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ อย่าเลือกกองทุนเพียงเพราะเห็นว่าให้ผลตอบแทนในอดีตสูง หรือตามคำแนะนำของผู้อื่นโดยไม่ได้พิจารณาถึงความสามารถในการรับความผันผวนของตนเอง การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น อาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน
การตรวจสอบข้อมูลและโปรโมชันจาก บลจ.
ในช่วงปลายปี บลจ. และตัวแทนจำหน่ายมักจะจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น การมอบของสมนาคุณ หรือหน่วยลงทุนพิเศษเมื่อลงทุนถึงยอดที่กำหนด นักลงทุนควรเปรียบเทียบโปรโมชันเหล่านี้ แต่ไม่ควรให้ความสำคัญกับโปรโมชันมากกว่าปัจจัยพื้นฐานของกองทุน เช่น นโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และผลการดำเนินงานในอดีต นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิทธิลดหย่อนภาษีของ TESG ตามมาตรการปัจจุบันมีผลถึงปีใด และมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจากประกาศของกรมสรรพากรหรือไม่
การลงทุนไม่ใช่แค่การลดหย่อนภาษี แต่คือการวางแผนอนาคต
เป้าหมายหลักของการลงทุนควรเป็นการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษีถือเป็นผลพลอยได้ที่น่าสนใจ การรีบตัดสินใจลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายเพียงเพื่อลดหย่อนภาษี อาจทำให้เลือกกองทุนที่ไม่เหมาะสมกับเป้าหมายระยะยาวได้ การวางแผนที่ดีคือการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี (Dollar-Cost Averaging) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดและสร้างวินัยในการออมและการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องลงทุนในช่วงปลายปี ก็ควรใช้เวลาศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ
บทสรุป: วางแผนลงทุน TESG เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
คำถามที่ว่า กองทุน TESG โค้งสุดท้าย ลดหย่อนภาษีทันปี 2568 ไหม? นั้นมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ทัน” หากดำเนินการลงทุนภายในสิ้นปี 2568 กองทุน TESG เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้เสียภาษี โดยมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีในวงเงินพิเศษสูงสุดถึง 300,000 บาท ซึ่งแยกต่างหากจากกลุ่มกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
นอกเหนือจากมิติด้านภาษีแล้ว การลงทุนใน TESG ยังเป็นการสนับสนุนบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนเพื่อความยั่งยืนที่กำลังเติบโตทั่วโลก การตัดสินใจลงทุนควรอยู่บนพื้นฐานของการทำความเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ ทั้งเรื่องวงเงินลดหย่อน ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็มแบบวันชนวัน และการเลือกระดับความเสี่ยงของกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและลักษณะของนักลงทุนแต่ละบุคคล การวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยให้การลงทุนในโค้งสุดท้ายของปีเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า สร้างทั้งผลตอบแทนทางการเงินและผลประโยชน์ทางภาษีไปพร้อมกัน