Home » งบ 69 มาแล้ว! ส่องกระทรวงไหนได้เงินเยอะสุด กระทบเรายังไง?

งบ 69 มาแล้ว! ส่องกระทรวงไหนได้เงินเยอะสุด กระทบเรายังไง?

สารบัญ

การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลในแต่ละปี สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 หรือ งบ 69 ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้กำหนดกรอบวงเงินรวมกว่า 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ ผ่านเม็ดเงินที่กระจายไปยังกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐ

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากงบประมาณปี 2569

  • กรอบวงเงินรวม: งบประมาณปี 2569 มีวงเงินประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อนหน้า สะท้อนการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง
  • กระทรวงที่ได้รับงบสูงสุด: กระทรวงการคลังยังคงได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด ตามมาด้วยกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคน และการบริหารปกครอง
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน: กระทรวงคมนาคมและกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยังคงได้รับงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ของประเทศ
  • ผลกระทบต่อประชาชน: งบประมาณที่จัดสรรจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านบริการสาธารณะต่างๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข ความปลอดภัย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
  • ความท้าทายทางเศรษฐกิจ: การจัดทำงบประมาณครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ทำให้รัฐบาลต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาวินัยทางการคลัง

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกรายละเอียดของงบประมาณปี 2569 ว่า งบ 69 มาแล้ว! ส่องกระทรวงไหนได้เงินเยอะสุด กระทบเรายังไง? โดยจะวิเคราะห์การจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะ 10 อันดับแรก พร้อมทั้งประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในภาพรวม เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงทิศทางการบริหารประเทศในปีงบประมาณที่กำลังจะมาถึง

ภาพรวมงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,780,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 จำนวน 27,900 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 การเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมากนักนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบของรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงต้องการแรงสนับสนุนเพื่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเปรียบเสมือนแผนที่ทางการเงินของประเทศ ที่จะกำหนดว่าทรัพยากรของรัฐจะถูกนำไปใช้ในด้านใดบ้างเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ งบประมาณปี 2569 นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่ยังเป็นภาพสะท้อนลำดับความสำคัญของนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การลดความเหลื่อมล้ำ และการเสริมสร้างความมั่นคง

การพิจารณาโครงสร้างงบประมาณจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนทุกคน เพราะเม็ดเงินเหล่านี้จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นโครงการและมาตรการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ตั้งแต่คุณภาพการศึกษาของบุตรหลาน ระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ โครงสร้างพื้นฐานที่สะดวกสบาย ไปจนถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การทำความเข้าใจว่ากระทรวงใดได้รับงบประมาณมากน้อยเพียงใด จะช่วยให้สามารถคาดการณ์ทิศทางการพัฒนาและประเมินผลการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เจาะลึก 10 กระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบประมาณสูงสุด

การกระจายงบประมาณไปยังกระทรวงต่างๆ เผยให้เห็นถึงจุดเน้นของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน สำหรับงบประมาณปี 2569 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณใน 5 อันดับแรกยังคงเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

ตารางเปรียบเทียบงบประมาณ 5 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรสูงสุดประจำปี 2569
อันดับ กระทรวง งบประมาณ (ล้านบาท) การเปลี่ยนแปลงจากปี 2568 (โดยประมาณ)
1 กระทรวงการคลัง 397,856 เพิ่มขึ้น 7,542 – 8,197 ล้านบาท
2 กระทรวงศึกษาธิการ 355,108 เพิ่มขึ้น 14,333 – 14,524 ล้านบาท
3 กระทรวงมหาดไทย 301,265 เพิ่มขึ้น 6,402 – 6,852 ล้านบาท
4 กระทรวงกลาโหม 204,434 เพิ่มขึ้น 4,141 – 4,713 ล้านบาท
5 กระทรวงคมนาคม 200,756 เพิ่มขึ้น 7,138 – 7,403 ล้านบาท

กระทรวงการคลัง: ผู้กุมหางเสือเศรษฐกิจของประเทศ

ในฐานะกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุดถึง 397,856 ล้านบาท กระทรวงการคลังมีภารกิจหลักในการดูแลเสถียรภาพและความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ งบประมาณที่ได้รับส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในหลายด้านที่สำคัญ เช่น การบริหารหนี้สาธารณะ การชำระคืนเงินกู้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย การจัดเก็บรายได้ผ่านกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร รวมถึงการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง

งบประมาณที่เพิ่มขึ้นกว่า 7-8 พันล้านบาท อาจสะท้อนถึงภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต การทำงานของกระทรวงการคลังจึงส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ และสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

กระทรวงศึกษาธิการ: ลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

กระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นอันดับสองที่ 355,108 ล้านบาท และเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุดกว่า 14,000 ล้านบาท การลงทุนด้านการศึกษาถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ งบประมาณส่วนนี้จะถูกกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงอาชีวศึกษา งบประมาณจะถูกใช้เพื่อปรับปรุงหลักสูตร พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จัดหาสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม

กระทรวงมหาดไทย: กลไกสำคัญในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

ด้วยงบประมาณ 301,265 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับประชาชนทั่วประเทศ งบประมาณส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับท้องถิ่น เช่น ถนนหนทาง แหล่งน้ำ ระบบไฟฟ้า ประปา รวมถึงการจัดบริการสาธารณะต่างๆ และการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ งบประมาณที่เพิ่มขึ้นกว่า 6 พันล้านบาท จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของท้องถิ่นในการตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กระทรวงกลาโหม: เสริมสร้างความมั่นคงและป้องกันประเทศ

กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณ 204,434 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 4 พันล้านบาท ภารกิจหลักของกระทรวงกลาโหมคือการป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย และดูแลความมั่นคงของชาติ งบประมาณที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนากำลังพล จัดหาและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัย รวมถึงการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และการเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ การจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้มักเป็นที่จับตามองของสังคมในประเด็นความคุ้มค่าและความจำเป็นเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านอื่นๆ

กระทรวงคมนาคม: ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณ 200,756 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ทั่วประเทศ งบประมาณเหล่านี้จะถูกใช้ในการก่อสร้างและขยายโครงข่ายถนน มอเตอร์เวย์ ระบบราง (รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า) การพัฒนาท่าเรือและท่าอากาศยาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศและอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้าให้กับประชาชน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

กลุ่มกระทรวงที่น่าจับตามองใน 10 อันดับแรก

นอกเหนือจาก 5 อันดับแรกแล้ว ยังมีกระทรวงอื่นๆ ที่ได้รับงบประมาณจำนวนมากและมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของประชาชน ได้แก่:

  • กระทรวงสาธารณสุข: ได้รับงบประมาณ 177,639 ล้านบาท เพื่อดูแลระบบสุขภาพของคนไทยทั้งหมด ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชน
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): ได้รับงบประมาณ 140,300 ล้านบาท เพื่อยกระดับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ได้รับงบประมาณ 130,111 ล้านบาท เพื่อดูแลภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจและสังคมไทย งบประมาณจะถูกใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการเกษตร การช่วยเหลือเกษตรกร และการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

งบประมาณ 2569 ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างไร

งบประมาณ 2569 ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างไร

การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขหรือการบริหารจัดการภาครัฐ แต่เป็นกลไกที่ส่งผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อทุกมิติของชีวิตประชาชน ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน การทำความเข้าใจผลกระทบเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของการพัฒนาประเทศและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

การกระจายงบประมาณปี 2569 สะท้อนการให้น้ำหนักกับการลงทุนในสาขาที่สำคัญ ทั้งการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม

มิติด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่

ในมิติเศรษฐกิจ งบประมาณที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบผ่านกระทรวงต่างๆ จะก่อให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนของเงินทุน โดยเฉพาะงบลงทุนของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยในโครงการก่อสร้างต่างๆ จะช่วยกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง สร้างงานให้กับแรงงานจำนวนมาก ขณะที่งบประมาณของกระทรวงการคลังที่ใช้ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคและการดำเนินนโยบายการคลัง จะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพของค่าเงินบาท ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน

นอกจากนี้ งบประมาณที่จัดสรรให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ผ่านโครงการช่วยเหลือต่างๆ เช่น การประกันรายได้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต และการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

มิติด้านสังคมและคุณภาพชีวิต

งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัยขึ้น ครูที่มีคุณภาพมากขึ้น และโรงเรียนที่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขจะถูกนำไปพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ปรับปรุงโรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์ และเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมมากขึ้น

ส่วนงบประมาณของกระทรวงมหาดไทยที่กระจายไปยังท้องถิ่น จะถูกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนโดยตรง เช่น การสร้างถนนในหมู่บ้าน การขยายเขตไฟฟ้าและประปา การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมอาชีพในท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับฐานราก

ความท้าทายและแนวทางการบริหารงบประมาณท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง

แม้ว่าการจัดสรรงบประมาณจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาในหลายมิติ แต่การดำเนินการดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และมีความเสี่ยงรอบด้าน ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพสูงสุด

กรอบการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้กำหนดกรอบการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท โดยมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง มาตรการเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ หรือมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่จะช่วยประคับประคองให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรักษาการจ้างงานและป้องกันปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน

ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาวินัยทางการคลังในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้สูงจนเกินไปจนกลายเป็นภาระในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาน้ำมันและพลังงาน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยได้

ดังนั้น การติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าเม็ดเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

บทสรุปทิศทางการใช้งบประมาณแผ่นดินปี 2569

สรุปแล้ว งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าผ่านการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณ แม้จะมีการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมาก แต่การจัดสรรงบประมาณยังคงเน้นไปที่กระทรวงหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

กระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการยังคงเป็นสองหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงสุด แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่งบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นก็ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประชาชน การทำความเข้าใจโครงสร้างและทิศทางของงบประมาณแผ่นดินจะช่วยให้สามารถมองเห็นภาพอนาคตของประเทศและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง