28 ก.ย. วันธงชาติไทย: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ธงไตรรงค์
วันที่ 28 ก.ย. วันธงชาติไทย: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ธงไตรรงค์ เป็นวันสำคัญที่เปิดโอกาสให้ชาวไทยได้รำลึกถึงจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานธงไตรรงค์ให้เป็นธงชาติของสยามประเทศอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2460 เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ของชาติ แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างเอกภาพและความเป็นชาติสมัยใหม่ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ
สาระสำคัญของวันธงชาติไทย
- วันที่ 28 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันพระราชทานธงชาติไทย” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติ
- ธงไตรรงค์ได้รับการพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460
- ธงชาติไทยประกอบด้วย 3 สีหลัก คือ สีแดง หมายถึง ชาติและประชาชน, สีขาว หมายถึง ศาสนา, และสีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์
- การมีธงชาติที่ชัดเจนเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่และสะท้อนถึงเอกราชอธิปไตยของประเทศไทย
- วันธงชาติไทยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ แต่เป็นวันแห่งการรำลึกและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
วันพระราชทานธงชาติไทย หรือ 28 ก.ย. วันธงชาติไทย: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ธงไตรรงค์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย การพระราชทานธงไตรรงค์มิใช่เป็นเพียงการมอบสัญลักษณ์ผืนใหม่ แต่เป็นการวางรากฐานทางความคิดและอุดมการณ์ของความเป็นชาติที่ประกอบด้วยสามสถาบันหลัก อันได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ บทความนี้จะนำเสนอเรื่องราวความเป็นมา ความสำคัญ และความหมายอันลึกซึ้งของธงไตรรงค์ ซึ่งเป็นมากกว่าผืนผ้า แต่คือจิตวิญญาณและเกียรติภูมิของคนไทยทั้งชาติ
ความสำคัญของวันที่ 28 กันยายน
วันที่ 28 กันยายน มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะวันที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงออกแบบและพระราชทานธงไตรรงค์ให้เป็นธงชาติของประเทศสยามในขณะนั้น การกำหนดให้วันนี้เป็นวันสำคัญของชาติมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนคนไทยตระหนักถึงความสำคัญของธงชาติในฐานะสัญลักษณ์แห่งเอกราช และการเสียสละของบรรพบุรุษที่ได้ปกป้องรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
จุดกำเนิดวันพระราชทานธงชาติไทย
จุดเริ่มต้นของการกำหนดให้วันที่ 28 กันยายนเป็นวันสำคัญของชาติเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวันนี้เป็น “วันพระราชทานธงชาติไทย” (Thai National Flag Day) โดยเริ่มประกาศใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการพระราชทานธงไตรรงค์ การประกาศนี้มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองและรำลึกถึงความสำคัญของธงชาติไทยอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ
เหตุผลแห่งการสถาปนาวันสำคัญ
การสถาปนาวันธงชาติไทยขึ้นมานั้นมีเหตุผลหลักหลายประการ ประการแรกคือเพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการสร้างสัญลักษณ์ที่รวมใจคนในชาติ ประการที่สองคือเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติและสร้างความภาคภูมิใจในเอกราชและอธิปไตยของไทยให้แก่เยาวชนและคนรุ่นหลัง และประการสุดท้ายคือเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความหมายของธงชาติไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นปึกแผ่นของชาติ
ประวัติศาสตร์ธงชาติไทย: จากผืนผ้าสีแดงสู่ธงไตรรงค์
วิวัฒนาการของธงชาติไทยมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศในแต่ละยุคสมัย จากธงสีแดงล้วนในอดีต มาสู่ธงช้างเผือก และท้ายที่สุดคือธงไตรรงค์ในปัจจุบัน แต่ละรูปแบบล้วนมีเรื่องราวและความหมายที่ควรค่าแก่การศึกษา
ยุคแรกเริ่ม: ธงสยามในสมัยโบราณ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สยามยังไม่มีแนวคิดเรื่อง “ธงชาติ” ที่เป็นสัญลักษณ์ร่วมกันของคนทั้งประเทศอย่างชัดเจน แต่มีการใช้ “ธง” เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะทางเป็นหลัก โดยเฉพาะในการเดินเรือและการทหาร จากบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายฉบับ รวมถึงบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พบว่าเรือสินค้าและเรือรบของสยามในยุคนั้นจะใช้ธงพื้นสีแดงล้วนเป็นเครื่องหมายสำคัญเพื่อแสดงสัญชาติ การเลือกใช้สีแดงสันนิษฐานว่ามาจากเหตุผลง่ายๆ คือเป็นสีที่มองเห็นได้ชัดเจนจากระยะไกลในทะเล และเป็นสีที่หาได้ง่ายในสมัยนั้น
การเปลี่ยนแปลงสู่ธงช้างเผือกในสมัยรัตนโกสินทร์
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อทรงมีพระราชดำริว่าธงสีแดงล้วนนั้นไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเรือของหลวงกับเรือของราษฎรได้ชัดเจน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำรูป “ช้างเผือก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระบารมีและเป็นสัตว์คู่บุญของพระมหากษัตริย์ มาประดับไว้ในวงจักรสีขาวกลางธงแดงสำหรับใช้บนเรือหลวง ธงนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ “ธงช้างเผือก” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่าธงพื้นแดงเกลี้ยงที่ราษฎรใช้กันอยู่นั้นซ้ำกับธงของประเทศอื่นและไม่เป็นที่รู้จักในสากล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรใช้ธงช้างเผือกบนพื้นแดงเป็นธงชาติสำหรับสามัญชนได้เช่นกัน แต่ไม่มีวงจักรล้อมรอบตัวช้าง นับเป็นครั้งแรกที่สยามมีธงที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศอย่างแพร่หลาย
พระราชกำเนิดธงไตรรงค์ในรัชสมัยที่ 6
จุดเปลี่ยนที่นำไปสู่ธงไตรรงค์เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญกับความท้าทายจากลัทธิจักรวรรดินิยมและสงครามโลกครั้งที่ 1 พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสัญลักษณ์ของชาติที่มีความหมายลึกซึ้งและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น พระองค์ทรงออกแบบธงชาติใหม่โดยใช้แถบสี 3 สี ได้แก่ แดง ขาว และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่หลายประเทศมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ใช้อยู่ เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา การเลือกใช้สีเหล่านี้จึงสะท้อนถึงการตัดสินพระทัยเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และเป็นการแสดงออกถึงความเป็นอารยะของสยามในเวทีโลก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2460” เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 กำหนดให้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติสยามสืบไป และนี่คือที่มาของ “วันพระราชทานธงชาติไทย” นั่นเอง
| ยุคสมัย | ลักษณะของธง | ความหมายและการใช้งานหลัก |
|---|---|---|
| สมัยกรุงศรีอยุธยา – รัตนโกสินทร์ตอนต้น | ธงพื้นสีแดงล้วน | ใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับเรือสินค้าและเรือรบของสยาม เพื่อแสดงสัญชาติ |
| สมัยรัชกาลที่ 2 – รัชกาลที่ 5 | ธงพื้นแดง ตรงกลางมีรูปช้างเผือก (มี/ไม่มีวงจักร) | “ธงช้างเผือก” ใช้เป็นธงสำหรับเรือหลวงและต่อมาเป็นธงสำหรับสามัญชน ช้างเผือกคือสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ |
| สมัยรัชกาลที่ 6 – ปัจจุบัน | ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกอบด้วยแถบสี 5 แถบ (แดง-ขาว-น้ำเงิน-ขาว-แดง) | “ธงไตรรงค์” เป็นธงชาติไทยอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึง 3 สถาบันหลัก: ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ |
ความหมายอันลึกซึ้งของสามสีบนธงไตรรงค์
ธงไตรรงค์ไม่ได้เป็นเพียงการผสมผสานของสีสันที่สวยงาม แต่ทุกสีล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทั้งชาติ การออกแบบให้มี 5 แถบ โดยแถบสีน้ำเงินซึ่งอยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของแถบสีอื่น ก็เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์รวมของชาติ
สีแดง: สัญลักษณ์แห่งชาติและประชาชน
แถบสีแดงที่ขนาบอยู่ด้านบนและด้านล่างสุดของธง เป็นตัวแทนของ “ชาติ” และประชาชนชาวไทย สีแดงคือสีแห่งเลือดเนื้อและชีวิตของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญที่ได้เสียสละเพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้เป็นเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ สีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยระลึกถึงความสามัคคี ความกล้าหาญ และความรักชาติที่ทุกคนพึงมีร่วมกันเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นไทย
สีขาว: ความบริสุทธิ์แห่งศาสนา
แถบสีขาวที่อยู่ถัดจากแถบสีแดงเข้ามา เป็นสัญลักษณ์แทน “ศาสนา” โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือและเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและจริยธรรมของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สีขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์ ความดีงาม และหลักธรรมคำสอนที่เป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต ช่วยหล่อหลอมให้คนในชาติเป็นผู้มีคุณธรรมและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงศาสนาอื่นๆ ที่ประชาชนนับถืออย่างเสรีในประเทศไทยอีกด้วย
สีน้ำเงิน: ศูนย์รวมใจสถาบันพระมหากษัตริย์
แถบสีน้ำเงินที่อยู่ตรงกลางและมีขนาดใหญ่ที่สุด คือสัญลักษณ์แทนสถาบัน “พระมหากษัตริย์” ผู้ทรงเป็นประมุขของชาติและเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย สีน้ำเงินเป็นสีประจำพระองค์ของพระมหากษัตริย์ การวางสีน้ำเงินไว้ตรงกลางจึงเป็นการแสดงออกถึงการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือสิ่งอื่นใด และเป็นเครื่องหมายแสดงว่าประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การเฉลิมฉลองและกิจกรรมในวันธงชาติไทย
แม้ว่าวันที่ 28 กันยายนจะไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่ก็มีการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกและเฉลิมฉลองอย่างสมเกียรติทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเคารพต่อธงชาติและรำลึกถึงความสำคัญของวันนี้
กิจกรรมสำคัญในวันที่ 28 กันยายน
กิจกรรมหลักที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีคือ “พิธีเชิญธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย” ในเวลา 08.00 น. ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ สถานที่ราชการ สถานศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงในต่างประเทศ ณ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทย พิธีนี้เป็นภาพสะท้อนของความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยในการแสดงความเคารพต่อสัญลักษณ์สูงสุดของชาติ นอกจากนี้ ยังอาจมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธงชาติไทย และกิจกรรมอื่นๆ เพื่อส่งเสริมความรักชาติอีกด้วย
บทบาทของภาคประชาชนในการเชิดชูธงชาติ
นอกเหนือจากกิจกรรมของภาครัฐแล้ว ประชาชนทั่วไปก็สามารถมีส่วนร่วมในการเชิดชูเกียรติของธงชาติได้ด้วยการประดับธงชาติไทยตามอาคารบ้านเรือนและสถานประกอบการของตนเอง การร่วมกิจกรรมในชุมชน และที่สำคัญคือการปลูกฝังให้บุตรหลานและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์และความหมายของธงไตรรงค์ เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่ดีและมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสืบไป
ธงไตรรงค์: สัญลักษณ์แห่งเอกภาพและความภาคภูมิใจของชาติ
โดยสรุปแล้ว การเดินทางของธงชาติไทยจากธงแดงในอดีตมาสู่ธงไตรรงค์ในปัจจุบัน เป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่คือภาพสะท้อนของวิวัฒนาการทางความคิดและอุดมการณ์ของชาติไทย วันที่ 28 ก.ย. วันธงชาติไทย: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ธงไตรรงค์ จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะได้หยุดทบทวนและตระหนักว่า ธงไตรรงค์ที่โบกสะบัดอยู่ทุกวันนี้ คือสัญลักษณ์ที่หลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้สามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น การแสดงความเคารพและภาคภูมิใจในธงชาติ จึงเท่ากับการแสดงความรักและความกตัญญูต่อแผ่นดินเกิดและบรรพบุรุษผู้เสียสละเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของชาติไทยมาตราบจนทุกวันนี้