Home » 20 ก.ย. วันเยาวชนแห่งชาติ: เสียงที่(ไม่)ถูกรับฟัง?

20 ก.ย. วันเยาวชนแห่งชาติ: เสียงที่(ไม่)ถูกรับฟัง?

สารบัญ

วันที่ 20 กันยายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันเยาวชนแห่งชาติในประเทศไทย เพื่อตระหนักถึงความสำคัญและส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทว่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกดิจิทัลและบริบททางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น เกิดเป็นคำถามสำคัญว่าเสียงของเยาวชนได้รับการรับฟังและตอบสนองอย่างแท้จริงมากน้อยเพียงใด

ประเด็นสำคัญของวันเยาวชนแห่งชาติ

  • ความสำคัญเชิงสัญลักษณ์: วันเยาวชนแห่งชาติก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทของเยาวชน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม โดยมีที่มาจากปีเยาวชนสากลขององค์การสหประชาชาติ
  • ความท้าทายในโลกความจริง: เยาวชนไทย โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เนื่องจากทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ และความลังเลขององค์กรในการจ้างงาน
  • ช่องว่างของการรับฟัง: แม้จะมีนโยบายและโครงการส่งเสริมเยาวชน แต่เสียงสะท้อน ข้อเสนอแนะ และความต้องการของพวกเขามักไม่ถูกนำไปพิจารณาในการกำหนดนโยบายระดับชาติอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเจตนารมณ์และการปฏิบัติจริง
  • ความจำเป็นในการสร้างพื้นที่: การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง คือหัวใจสำคัญในการปลดล็อกพลังของคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างอนาคตของประเทศ

ความท้าทายและเสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่

ความท้าทายและเสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่

หัวข้อ 20 ก.ย. วันเยาวชนแห่งชาติ: เสียงที่(ไม่)ถูกรับฟัง? ไม่ได้เป็นเพียงคำถามเชิงวาทศิลป์ แต่สะท้อนถึงความกังวลและความท้าทายที่เยาวชนไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่สังคมควรหันมาทบทวนและประเมินว่าได้เปิดพื้นที่และรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติอย่างจริงจังแล้วหรือไม่ การทำความเข้าใจถึงที่มาและความหมายดั้งเดิมของวันเยาวชนแห่งชาติ จะช่วยให้เห็นภาพความคาดหวังและเป้าหมายที่สังคมตั้งไว้ต่อคนกลุ่มนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มาและความหมายของวันเยาวชนแห่งชาติ

วันเยาวชนแห่งชาติของประเทศไทยได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นปีที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้เป็น “ปีเยาวชนสากล” (International Youth Year) การตัดสินใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพวกเขาในทุกมิติของสังคม ประเทศไทยจึงได้ขานรับแนวคิดนี้และจัดตั้งวันเยาวชนแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความสำคัญของพลังคนหนุ่มสาว

คำขวัญหลักที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นสำหรับปีเยาวชนสากลคือ “Participation, Development and Peace” หรือในฉบับภาษาไทยว่า “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” คำขวัญนี้สะท้อนแก่นแท้ของเจตนารมณ์ 3 ประการ ได้แก่:

  1. การมีส่วนร่วม (Participation): สนับสนุนให้เยาวชนเข้ามามีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจ และร่วม gestalten ( gestalten คือการออกแบบหรือสร้างสรรค์) อนาคตของชุมชนและประเทศชาติ
  2. การพัฒนา (Development): ส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการศึกษา ทักษะอาชีพ และสุขภาวะ เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
  3. สันติภาพ (Peace): ปลูกฝังให้เยาวชนเป็นผู้สร้างสันติภาพ มีความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลาย และร่วมมือกันแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ดังนั้น วันเยาวชนแห่งชาติจึงไม่ได้เป็นเพียงวันเชิงสัญลักษณ์ แต่มีความหมายลึกซึ้งถึงการยอมรับว่าเยาวชนคือหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับการช่วยเหลือหรือผู้รอคอยโอกาสจากผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว

ทำไมต้องเป็นวันที่ 20 กันยายน?

การเลือกวันที่ 20 กันยายนให้เป็นวันเยาวชนแห่งชาตินั้นมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทยสองพระองค์ผู้ทรงขึ้นครองราชสมบัติในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ ได้แก่

  • พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5): เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา
  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8): เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา

การอ้างอิงถึงสองรัชกาลนี้เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่า อายุที่น้อยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแบกรับภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ และเยาวชนมีศักยภาพแฝงที่สามารถเป็นผู้นำและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญให้กับประเทศได้หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม วันที่ 20 กันยายนจึงเป็นวันที่ย้ำเตือนให้สังคมเห็นถึงพลังและศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของคนรุ่นใหม่

20 ก.ย. วันเยาวชนแห่งชาติ: เสียงที่(ไม่)ถูกรับฟัง? ในบริบทสังคมปัจจุบัน

แม้ว่าเจตนารมณ์ของการก่อตั้งวันเยาวชนแห่งชาติจะสูงส่งและเปี่ยมด้วยความคาดหวัง แต่ในทางปฏิบัติ เยาวชนไทยจำนวนมากยังคงรู้สึกว่าเสียงของพวกเขาไม่ได้รับการรับฟังอย่างที่ควรจะเป็น ความท้าทายที่พวกเขาเผชิญในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและแตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม

กำแพงด่านแรก: โลกการทำงานที่ไม่เป็นมิตรต่อบัณฑิตจบใหม่

หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและเป็นรูปธรรมที่สุดสำหรับเยาวชนวัยเริ่มต้นทำงานคือความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากังวล ซึ่งสะท้อนผ่านปรากฏการณ์หลายอย่าง เช่น การแข่งขันที่สูงขึ้น ตำแหน่งงานสำหรับผู้เริ่มต้นมีจำกัด และความคาดหวังจากนายจ้างที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลจากการสำรวจของ Hult International Business School และ Workplace Intelligence ในประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสนใจและอาจสะท้อนภาพรวมในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลกว่า 89% ระบุว่าพวกเขาอาจหลีกเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เหตุผลหลักมาจากความท้าทายในการปรับตัวของคนรุ่นใหม่ ทักษะทางสังคม (Soft Skills) ที่ยังต้องพัฒนา และทักษะเฉพาะทาง (Hard Skills) ที่เรียนรู้จากสถาบันการศึกษาอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับเยาวชนไทย พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อพัฒนา “ทักษะแห่งอนาคต” ด้วยตนเอง เพื่อสร้างความโดดเด่นและเพิ่มโอกาสในการได้รับการจ้างงาน ปัญหาช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) ระหว่างระบบการศึกษากับโลกแห่งความเป็นจริงจึงเป็นประเด็นที่เสียงของเยาวชนพยายามส่งออกไปให้สังคมและผู้กำหนดนโยบายได้รับรู้และแก้ไขอย่างเร่งด่วน

เมื่อการมีส่วนร่วมเป็นเพียงสัญลักษณ์: เสียงที่ถูกลดทอนในเชิงนโยบาย

นอกเหนือจากปัญหาด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานแล้ว ประเด็นเรื่อง “การมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวันเยาวชนแห่งชาติ ก็ยังคงเป็นคำถามใหญ่ แม้จะมีเวที สภา หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนอยู่มากมาย แต่บ่อยครั้งที่การมีส่วนร่วมเหล่านี้เป็นไปในลักษณะเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการเปิดรับฟังและนำไปปฏิบัติอย่างแท้จริง

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้เยาวชนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์และมีส่วนร่วมตัดสินใจในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและอนาคตของพวกเขา คือบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่าสังคมให้คุณค่ากับเสียงของคนรุ่นใหม่มากเพียงใด

ข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นของเยาวชนในประเด็นสำคัญ เช่น การปฏิรูปการศึกษา นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาเมือง มักถูกมองว่าเป็นเสียงของคนส่วนน้อยที่ขาดประสบการณ์ หรือไม่ถูกนำไปพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐอย่างจริงจัง ปรากฏการณ์นี้ทำให้เยาวชนจำนวนมากรู้สึกแปลกแยกและไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทำให้พลังและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาไม่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร

แนวทางการสร้างพื้นที่และส่งเสริมศักยภาพเยาวชน

เพื่อก้าวข้ามความท้าทายและทำให้เจตนารมณ์ของวันเยาวชนแห่งชาติเป็นจริงขึ้นมาได้ สังคมจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมองเยาวชนเป็นเพียง “ผู้รับ” มาเป็นการมองในฐานะ “หุ้นส่วนการพัฒนา” การดำเนินการนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการเตรียมความพร้อมด้านทักษะและการสร้างวัฒนธรรมการรับฟังอย่างจริงใจ

การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต: เกราะป้องกันในตลาดแรงงาน

การแก้ปัญหาช่องว่างทางทักษะเป็นวาระเร่งด่วน ระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเน้นท่องจำเนื้อหามาเป็นการสร้างทักษะที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึงทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือทักษะทางอารมณ์และสังคม เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร และความสามารถในการปรับตัว

ตารางเปรียบเทียบแนวคิดการพัฒนาทักษะแบบดั้งเดิมกับแนวคิดที่จำเป็นในปัจจุบัน
มิติการพัฒนา แนวคิดดั้งเดิม แนวคิดที่จำเป็นในปัจจุบัน (ทักษะแห่งอนาคต)
การเรียนรู้ เน้นการท่องจำเนื้อหาตามตำราเรียน (Rote Learning) เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสืบค้น และการประยุกต์ใช้ (Lifelong Learning)
การแก้ปัญหา การแก้ปัญหาตามสูตรสำเร็จหรือโจทย์ที่มีคำตอบเดียว การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและไม่มีคำตอบตายตัว (Complex Problem Solving)
การทำงาน ทำงานตามคำสั่งในโครงสร้างลำดับชั้นที่ชัดเจน ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (Collaboration) และมีความเป็นผู้นำ
ทักษะด้านเทคโนโลยี ความสามารถในการใช้งานโปรแกรมพื้นฐาน ความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) และการวิเคราะห์ข้อมูล
ทักษะทางสังคม การปฏิบัติตามกฎระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติ ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) การสื่อสาร และการปรับตัว

บทบาทของสังคมในการเปิดพื้นที่รับฟังอย่างแท้จริง

การพัฒนาทักษะเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากสังคมยังคงปิดกั้นและไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ทุกภาคส่วนจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของเยาวชน

  • ภาครัฐ: ควรออกแบบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เข้าถึงง่ายและมีความหมาย โดยนำข้อเสนอแนะของเยาวชนไปประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างกลไกที่โปร่งใสในการติดตามผล
  • ภาคเอกชน: ควรปรับเปลี่ยนมุมมองในการจ้างงาน โดยให้โอกาสบัณฑิตจบใหม่มากขึ้น และลงทุนในการพัฒนาทักษะ (Upskilling/Reskilling) ให้กับพนักงานรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพในระยะยาว
  • สถาบันการศึกษา: ต้องเป็นผู้นำในการปฏิรูปหลักสูตรและวิธีการสอนให้ทันสมัย ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ และสร้างวัฒนธรรมที่นักเรียนกล้าแสดงออกและตั้งคำถาม
  • ครอบครัวและชุมชน: ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยแรกที่ส่งเสริมให้เยาวชนมีความมั่นใจในตนเอง กล้าคิด กล้าฝัน และยอมรับฟังความคิดเห็นของพวกเขาด้วยใจที่เปิดกว้าง

บทสรุป: จากวันสำคัญสู่การขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

วันเยาวชนแห่งชาติ 20 กันยายน เป็นมากกว่าวันสำคัญในปฏิทิน แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยได้หยุดทบทวนว่าเราได้ทำหน้าที่ในการสนับสนุนและรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ได้ดีเพียงพอแล้วหรือยัง ความท้าทายที่เยาวชนต้องเผชิญ ทั้งในตลาดแรงงานและพื้นที่การมีส่วนร่วมทางสังคม คือสัญญาณเตือนว่าเสียงของพวกเขายังอาจไม่ถูกรับฟังอย่างที่ควรจะเป็น

การจะเปลี่ยนให้ “เสียงที่(ไม่)ถูกรับฟัง” กลายเป็น “เสียงที่สร้างการเปลี่ยนแปลง” ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกันจากทุกฝ่ายในการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมไปกับการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เมื่อสังคมพร้อมที่จะรับฟังและเยาวชนพร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ พลังของคนรุ่นใหม่จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคน