Home » นายกฯ ไทยขึ้นเวที UN! สรุปประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจับตา

นายกฯ ไทยขึ้นเวที UN! สรุปประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจับตา

สารบัญ

การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 80 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำจากทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงความท้าทายร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลง สะท้อนวิสัยทัศน์และจุดยืนของประเทศต่อประเด็นเร่งด่วนต่างๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคง ไปจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • การย้ำจุดยืนพหุภาคีนิยม: เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาระดับโลก โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศอย่างใกล้ชิดและปราศจากการแบ่งแยก
  • การเชื่อมโยงวาระชาติสู่สากล: แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ความมุ่งมั่นด้านสภาพภูมิอากาศ: ประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการร่วมมือกับประชาคมโลกเพื่อต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • บทบาทเชิงรุกด้านสิทธิมนุษยชน: แสดงวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ผ่านการเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC)
  • การทูตเชิงเศรษฐกิจ: ใช้เวทีการประชุม UN 2568 เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนภาคเอกชนชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

วาระแห่งชาติที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายสากล

วาระแห่งชาติที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายสากล

นายกรัฐมนตรีได้ฉายภาพให้เห็นว่านโยบายภายในประเทศของไทยไม่ได้แยกขาดจากบริบทโลก แต่กลับมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับเป้าหมายการพัฒนาระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคนเป็นศูนย์กลาง

การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของมนุษย์

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย มีสุขภาพที่ดี และมีความมั่นคงในระบบสังคม ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงบนเวที UN เพื่อแสดงให้เห็นว่าการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดและเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการกล่าวถึงความสำเร็จและการเดินหน้าพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นแบบอย่างของการสร้างระบบสุขภาพที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำถึงความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรที่ยั่งยืน

ในฐานะประเทศเกษตรกรรมชั้นนำของโลก ไทยได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำในด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชากรไทยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับโลกโดยรวม ผ่านการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลไกการเงินสีเขียว

เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการเงินสีเขียว (Green Finance) อย่างจริงจัง ในถ้อยแถลงมีการกล่าวถึงแผนการออกตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Bond) และตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียน การขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ การเคลื่อนไหวนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนักลงทุนทั่วโลกว่า ประเทศไทยกำลังเปิดรับการลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งเป็นทิศทางหลักของการลงทุนในปัจจุบัน

การบูรณาการแผนพัฒนาชาติกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของสุนทรพจน์คือการเชื่อมโยงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) เข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการของสหประชาชาติอย่างเป็นระบบ การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้มองว่า SDGs เป็นเพียงเป้าหมายระดับนานาชาติที่ต้องปฏิบัติตาม แต่ได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

ตารางเปรียบเทียบการเชื่อมโยงเป้าหมาย SDGs กับแผนพัฒนาแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และคำมั่นของไทยบนเวที UN
เป้าหมาย SDGs ที่เกี่ยวข้อง หมุดหมายในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ประเด็นที่นายกฯ เน้นย้ำในสุนทรพจน์
SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีทุกช่วงวัย การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข
SDG 10: ลดความเหลื่อมล้ำ ไทยมีความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ ลดลง และทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนา การส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม การกระจายโอกาส และการสร้างสังคมที่เท่าเทียม
SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยมีเศรษฐกิจที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการพัฒนากลไกการเงินสีเขียว
SDG 16: สันติภาพ ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการภาครัฐที่ทันสมัย โปร่งใส และประชาชนเชื่อมั่น การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และการทำงานร่วมกับประชาคมโลกเพื่อสันติภาพ

บทบาทของไทยในการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในวาระที่เร่งด่วนที่สุดของการประชุม UNGA80 และประเทศไทยได้แสดงบทบาทที่ชัดเจนในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้

คำมั่นสัญญาในการประชุมสุดยอดว่าด้วยความมุ่งมั่นด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Ambition Summit)

การมีส่วนร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยในการประชุมระดับสูงนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าไทยให้ความสำคัญกับวิกฤตโลกร้อนอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะยกระดับการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีส โดยได้มีการแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรม

เป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกและแนวทางปฏิบัติ

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม สำหรับประเทศไทย ได้มีการกำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ซึ่งรัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เช่น การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

การทูตเชิงรุก: สิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมการลงทุน

นอกเหนือจากการกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีหลักแล้ว คณะผู้แทนไทยยังได้ใช้โอกาสในการประชุม UNGA80 ดำเนินการทูตเชิงรุกในหลายมิติ ทั้งในด้านสิทธิมนุษยชนและด้านเศรษฐกิจ

การเสนอตัวเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ประเทศไทยได้ประกาศและเดินหน้าหาเสียงสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี ค.ศ. 2025-2027 การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับโลก โดยนำเสนอแนวทางที่เน้นการทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศ

“ไม่มีประเทศใดที่มีประวัติด้านสิทธิมนุษยชนที่ขาวสะอาดสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือการยอมรับความท้าทายและทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้นสำหรับทุกคน”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนแนวทางการทูตที่สร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายประเทศ โดยไทยพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ในการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ เช่น สิทธิในสุขภาพ สิทธิของกลุ่มเปราะบาง และการส่งเสริมประชาธิปไตย

การดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนชั้นนำ

ภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งคือการส่งเสริมเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรีและคณะได้พบปะหารือกับผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอศักยภาพและโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล การแพทย์ขั้นสูง และพลังงานสะอาด การเจรจาเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสู่ประเทศ อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

บทสรุปและก้าวต่อไปของประเทศไทย

การเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 80 และการกล่าวถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีไทย ถือเป็นการประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางที่ชัดเจนของประเทศในเวทีโลก สาระสำคัญที่ถูกส่งออกไปคือภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับประชาคมโลกเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายร่วมกัน โดยยึดมั่นในหลักการพหุภาคีนิยมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ประเด็นต่างๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และการเปิดประเทศรับการลงทุน ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารประเทศที่มองการณ์ไกลและเชื่อมโยงนโยบายภายในเข้ากับพลวัตของโลกได้อย่างลงตัว การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมการประชุม UN 2568 ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการทูตตามวาระ แต่เป็นย่างก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการกำหนดบทบาทไทยในเวทีโลกสำหรับอนาคต และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมกลับมาสู่ประชาชนชาวไทยทุกคน