Home » ชี้ชะตา! พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยบนแพลตฟอร์มรัฐ






ชี้ชะตา! พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยบนแพลตฟอร์มรัฐ


ชี้ชะตา! พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยบนแพลตฟอร์มรัฐ

สารบัญ

การเติบโตของตลาด E-Commerce ในประเทศไทยได้สร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ประกอบการจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงและการพึ่งพาแพลตฟอร์มของเอกชนรายใหญ่เป็นหลัก ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อยและ SME ไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

  • ตลาด E-Marketplace ของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2024 แต่ยังคงถูกครอบงำโดยแพลตฟอร์มเอกชนรายใหญ่
  • รัฐบาลได้เปิดตัว “แพลตฟอร์ม E-commerce แห่งชาติ” เช่น ‘ไทยดีเวอร์’ (Thaideever) เพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับ SME, OTOP และเกษตรกรโดยเฉพาะ
  • พฤติกรรมผู้บริโภคไทยมีความโดดเด่น โดยนิยมการซื้อขายผ่านการสนทนา (Conversational Commerce) และ Social Commerce ซึ่งเป็นความท้าทายที่แพลตฟอร์มของรัฐต้องปรับตัว
  • ความสำเร็จของแพลตฟอร์มภาครัฐขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความไว้วางใจจากผู้ซื้อ และการนำเสนอเครื่องมือที่ตอบโจทย์ผู้ขายได้จริง

ประเด็นการ ชี้ชะตา! พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยบนแพลตฟอร์มรัฐ กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในแวดวงธุรกิจดิจิทัล เนื่องจากเป็นการสะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการสร้างสมดุลทางการค้าและสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวแพลตฟอร์ม E-commerce แห่งชาติจึงไม่ใช่เป็นเพียงการสร้างทางเลือกใหม่ แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของ SME ไทย และทิศทางการขายของออนไลน์ในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ ความเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นทั้งความหวังและบททดสอบครั้งสำคัญสำหรับผู้ค้าออนไลน์ไทยทุกคน

ภูมิทัศน์ตลาด E-Commerce ไทย: โอกาสและความท้าทาย

ตลาด E-Commerce ของประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นช่องทางหลักในการดำเนินธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเติบโตนี้กลับแฝงไปด้วยความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ค้าชาวไทย

มูลค่าตลาดมหาศาลกับการพึ่งพาแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่

ข้อมูลล่าสุดในปี 2024 ชี้ให้เห็นว่าตลาด E-Marketplace ของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงศักยภาพและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดขนาดมหึมานี้กลับถูกควบคุมโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มข้ามชาติ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิงช่องทางเหล่านี้เป็นหลักในการเข้าถึงลูกค้า

การพึ่งพาแพลตฟอร์มเอกชนเพียงอย่างเดียวนำมาซึ่งความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการขายที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายและอัลกอริทึมที่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นของร้านค้า รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าที่อาจมีต้นทุนต่ำกว่า ปัญหาเหล่านี้ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ไทย ที่มีทรัพยากรและสายป่านที่จำกัดกว่า

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการสู่การลงมือของภาครัฐ

จากแรงกดดันดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องจากกลุ่มผู้ค้าออนไลน์จำนวนมากให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและสร้างทางเลือกใหม่เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างชาติ ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่ถูกหยิบยกขึ้นมาในวงสนทนาของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในระดับนโยบาย โดยคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ได้จัดเวทีสัมมนาเพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคที่ผู้ประกอบการออนไลน์ไทยกำลังเผชิญหน้าโดยตรง การรับฟังความคิดเห็นนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการหาแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้าง ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม

แพลตฟอร์ม E-commerce แห่งชาติ: ความหวังใหม่ของผู้ค้าไทย

เพื่อตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาด E-Commerce นโยบายรัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างและส่งเสริม “แพลตฟอร์ม E-commerce แห่งชาติ” ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งหวังจะสร้างระบบนิเวศการค้าออนไลน์ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก ลดการผูกขาด และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก

ทำความรู้จัก ‘ไทยดีเวอร์’ (Thaideever): แพลตฟอร์มเรือธงจากภาครัฐ

หนึ่งในโครงการที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการเปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘ไทยดีเวอร์’ (Thaideever) ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มศักยภาพการขายสินค้าให้กับกลุ่มผู้ผลิตในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า OTOP, สินค้าจากผู้ประกอบการ SME, ผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ

แนวคิดหลักของไทยดีเวอร์คือการเป็นช่องทางจำหน่ายแบบครบวงจร ที่ช่วยให้เกษตรกรและผู้ผลิตชุมชนสามารถนำเสนอสินค้าของตนเองสู่ตลาดในวงกว้างได้โดยตรง ช่วยให้สามารถขายสินค้าได้ในราคายุติธรรม ลดปัญหาสินค้าราคาตกต่ำจากการถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง และที่สำคัญคือการสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

โอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ไทย

การมีอยู่ของแพลตฟอร์ม E-commerce แห่งชาติได้เปิดประตูแห่งโอกาสให้กับผู้ค้าออนไลน์ไทยหลายประการ ประการแรกคือ การลดต้นทุน เนื่องจากแพลตฟอร์มของรัฐมักจะมีนโยบายค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าแพลตฟอร์มเอกชน หรืออาจไม่มีค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้งาน ประการที่สองคือ การเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ผู้ค้าบนแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การอบรมพัฒนาทักษะดิจิทัล การสนับสนุนด้านการตลาด หรือการเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุน

แพลตฟอร์มของรัฐเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงตลาดดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีสินค้าคุณภาพสามารถแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น

ความท้าทายและสิ่งที่ต้องพิสูจน์

แม้ว่าแนวคิดของแพลตฟอร์มรัฐจะเต็มไปด้วยเจตนาที่ดี แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ การสร้างการรับรู้และดึงดูดผู้ซื้อ แพลตฟอร์มเอกชนรายใหญ่ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการตลาดเพื่อสร้างฐานผู้ใช้งานที่แข็งแกร่ง แพลตฟอร์มของรัฐจึงต้องเผชิญกับคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางใหม่นี้

นอกจากนี้ ความสามารถทางเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญ แพลตฟอร์มต้องมีระบบที่เสถียร ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ที่ทันสมัย และสามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย หากระบบติดขัดหรือใช้งานยาก ก็อาจทำให้ผู้ใช้หมดความเชื่อมั่นและหันกลับไปใช้แพลตฟอร์มที่คุ้นเคยในที่สุด

บทเรียนจากสมรภูมิ Social Commerce และพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

บทเรียนจากสมรภูมิ Social Commerce และพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

ความสำเร็จของแพลตฟอร์ม E-commerce ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้บริโภคในตลาดนั้นๆ ด้วย สำหรับประเทศไทย ตลาด Social Commerce และ Conversational Commerce ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้เล่นทุกรายต้องให้ความสนใจ

กรณีศึกษา LINE SHOPPING: โมเดลที่ตอบโจทย์ร้านค้าไทย

LINE SHOPPING เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาด Social Commerce ของไทย ด้วยจำนวนร้านค้ากว่า 370,000 ร้านค้า สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยได้อย่างตรงจุด ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญมาจากฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นยอดขายโดยเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น ฟังก์ชันการติดแท็กลูกค้า ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าและส่งโปรโมชันที่เหมาะสมไปให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้โดยตรง สร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวและเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำ นอกจากนี้ ระบบการแจก LINE POINTS ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ร้านค้าไม่ต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอง ทำให้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการขายที่ทรงพลังและคุ้มค่าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

พลังของ Conversational Commerce: ทำไมคนไทยชอบแชทก่อนซื้อ

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ คนไทยเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางการแชทออนไลน์ (Conversational Commerce) มากที่สุดในโลก พฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการซื้อขายที่เน้นการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย การได้พูดคุย สอบถามรายละเอียด ขอคำแนะนำ หรือแม้กระทั่งต่อรองราคาเล็กน้อย ช่วยสร้างความไว้วางใจและทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น

ดังนั้น แพลตฟอร์มใดก็ตามที่ต้องการเจาะตลาดไทย จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่รองรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างร้านค้ากับลูกค้าได้อย่างราบรื่น การปิดการขายผ่านแชทไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นช่องทางหลักสำหรับร้านค้าจำนวนมาก การละเลยความสำคัญของ Conversational Commerce อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจมหาศาล นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่แพลตฟอร์มของรัฐต้องนำไปปรับใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า

วิเคราะห์อนาคต: ดาบสองคมของนโยบายรัฐบาลต่อผู้ค้าออนไลน์

การเข้ามามีบทบาทของรัฐในการสร้างแพลตฟอร์ม E-commerce แห่งชาติ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจเป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับผู้ค้าออนไลน์ไทย การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนกลยุทธ์และปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์การแข่งขันที่กำลังจะเปลี่ยนไป

ตารางเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดระหว่างแพลตฟอร์ม E-commerce ของรัฐและเอกชนสำหรับผู้ค้าออนไลน์ไทย
ปัจจัย แพลตฟอร์มของรัฐ (เช่น ไทยดีเวอร์) แพลตฟอร์มเอกชน (Marketplaces, Social Commerce)
ต้นทุนและค่าธรรมเนียม มีแนวโน้มต่ำกว่าหรืออาจได้รับการยกเว้นในช่วงแรก เพื่อส่งเสริมการใช้งาน มีค่าธรรมเนียมการขาย (GP), ค่าคอมมิชชัน, และค่าโฆษณาที่ค่อนข้างสูง
การเข้าถึงลูกค้า ต้องใช้เวลาและความพยายามในการสร้างฐานผู้ซื้อและทำการตลาดให้เป็นที่รู้จัก มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่และพร้อมซื้ออยู่แล้ว ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่า
การแข่งขัน การแข่งขันในช่วงแรกอาจไม่สูงมากนัก เน้นสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศเป็นหลัก การแข่งขันสูงมาก ทั้งจากผู้ค้าในประเทศและสินค้านำเข้า มีสงครามราคาต่อเนื่อง
ฟีเจอร์และเทคโนโลยี อาจมีฟีเจอร์พื้นฐานในช่วงเริ่มต้น และต้องใช้เวลาในการพัฒนาให้ทัดเทียม มีเครื่องมือทางการตลาดที่ล้ำสมัย ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และฟีเจอร์ที่หลากหลาย
การสนับสนุน มีโอกาสได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐ เช่น การอบรม การโปรโมทสินค้าชุมชน การสนับสนุนมักอยู่ในรูปแบบของเครื่องมืออัตโนมัติ การติดต่อเจ้าหน้าที่อาจมีความล่าช้า

จากตารางจะเห็นได้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน การพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการในระยะยาว การกระจายความเสี่ยงโดยการใช้หลายแพลตฟอร์มควบคู่กันไปอาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่า

บทสรุป: ทิศทางการขายของออนไลน์ 2568 และก้าวต่อไปของผู้ค้าไทย

อนาคตของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยบนแพลตฟอร์มของรัฐกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์ม E-commerce แห่งชาติได้สร้างทั้งความหวังและบททดสอบครั้งใหม่ให้กับวงการค้าปลีกดิจิทัลของไทย นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของภาครัฐที่ต้องการสร้างสมดุลในตลาด ลดการพึ่งพา และส่งเสริมศักยภาพของ SME ไทยให้ก้าวไกลในเวทีการแข่งขันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของแพลตฟอร์มให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการสื่อสารและความเป็นส่วนตัว รวมถึงการยอมรับและปรับตัวของผู้ประกอบการเอง สำหรับผู้ค้าออนไลน์ การมาถึงของแพลตฟอร์มรัฐอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสและกระจายความเสี่ยง

ดังนั้น ก้าวต่อไปที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการในการเตรียมพร้อมสำหรับปี 2568 คือการเปิดใจศึกษาและทดลองใช้ช่องทางใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้โดดเด่น การติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างเฉียบคม เพื่อนำพาธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมิ E-Commerce ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง