รัฐบาลทุ่มแสนล้าน! ดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก
รัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติอย่างเต็มรูปแบบ นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งใช้วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในประชาคมโลก
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์: รัฐบาลทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ Soft Power อย่างเป็นระบบ โดยใช้โมเดล “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของตลาดโลก
- ยุทธศาสตร์ 5F: การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะมุ่งเน้นใน 5 อุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ อาหาร (Food), ภาพยนตร์ (Film), แฟชั่น (Fashion), ศิลปะการป้องกันตัว (Fighting), และเทศกาล (Festival)
- เวทีบูรณาการระดับชาติ: การจัดงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ถือเป็นกลไกสำคัญในการรวมตัวของภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ เพื่อสร้างเครือข่าย พัฒนาบุคลากร และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล
- เป้าหมายเชิงเศรษฐกิจ: นโยบายนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างรายได้เข้าประเทศ สร้างงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เพื่อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการพัฒนาประเทศ
- ความท้าทายด้านความยั่งยืน: ความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย
ภาพรวมยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ
การที่รัฐบาลทุ่มแสนล้าน! ดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก ถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มุ่งสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อแปลงสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แนวคิดหลักของนโยบายนี้คือการใช้ “ซอฟต์พาวเวอร์” หรืออำนาจอ่อน ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชักจูงหรือสร้างแรงดึงดูดให้ผู้อื่นคล้อยตามโดยไม่ใช้การบังคับ แต่ใช้วัฒนธรรม ค่านิยม และนโยบายต่างประเทศเป็นเครื่องมือแทน ซึ่งสำหรับประเทศไทยหมายถึงการนำเสนอเสน่ห์ของอาหาร ศิลปะ ภาพยนตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อสร้างการยอมรับและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้นจากความตระหนักว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งความมั่งคั่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติหรืออุตสาหกรรมหนักเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ รัฐบาลจึงได้วางกรอบการทำงานที่เรียกว่า “Integration” ซึ่งเป็นการรวมศูนย์การทำงานระหว่าง 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ Forum (เวทีแลกเปลี่ยนความรู้), Academy (สถาบันพัฒนาบุคลากร), และ Business (ภาคธุรกิจ) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบครบวงจรตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power อย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของโลก
เจาะลึกกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน 5F
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายมีทิศทางที่ชัดเจนและเกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้กำหนด 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ “5F” ซึ่งเป็นสาขาที่ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงในตลาดโลก
อาหาร (Food): จากครัวไทยสู่ครัวโลก
อาหารไทยเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ทรงพลังและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก นโยบายนี้มุ่งยกระดับ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศ แต่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอาหาร แผนงานหลักประกอบด้วยการพัฒนาและรักษามาตรฐานของรสชาติอาหารไทยแท้ การสร้างแบรนด์เชฟไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรมที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนสินค้า OTOP ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดโลกและสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film): ผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย
อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่เรื่องราว วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ของประเทศไปสู่สายตาชาวโลก นโยบายนี้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้กำกับ นักเขียนบท ไปจนถึงทีมงานเบื้องหลังให้มีทักษะเทียบเท่ามาตรฐานสากล พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างเนื้อหา (Content) ที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยแต่สามารถสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกได้ นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ (International Production) ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้โดยตรง แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยไปในตัว
แฟชั่น (Fashion): ปักหมุดกรุงเทพฯ เมืองหลวงแฟชั่น
อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยมีศักยภาพสูงในการเติบโต ด้วยเอกลักษณ์ของผ้าไทยและฝีมือของนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์นี้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแฟชั่นของโลก ผ่านการจัดกิจกรรมแฟชั่นวีคระดับนานาชาติ เพื่อเป็นเวทีแสดงผลงานของดีไซเนอร์ไทยและดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วโลก การสนับสนุนจะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น การออกแบบลายผ้าไทยร่วมสมัย ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแฟชั่นและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยให้กับประเทศ
ศิลปะการป้องกันตัว (Fighting): ต่อยอดมวยไทยสู่สากล
มวยไทยไม่เป็นเพียงแค่กีฬา แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของความเป็นไทย การผลักดันมวยไทยในฐานะ Soft Power จะเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานของค่ายมวยและการฝึกสอนให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่งเสริมการจัดการแข่งขันมวยไทยในเวทีระดับโลกเพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่เดินทางมาเพื่อเรียนรู้และฝึกฝนมวยไทยโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันยังมีการส่งเสริมมวยไทยในรูปแบบของการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ เพื่อขยายฐานความนิยมไปสู่กลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้นทั่วโลก
เทศกาลประเพณี (Festival): ยกระดับอีเวนต์สู่เวทีโลก
ประเทศไทยมีเทศกาลและประเพณีที่มีเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงมากมาย เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง นโยบายนี้มุ่งยกระดับการจัดงานเทศกาลเหล่านี้ให้มีมาตรฐานระดับโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์โดยตรง การพัฒนาจะครอบคลุมทั้งในด้านการจัดการความปลอดภัย ความสะอาด และการสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจควบคู่ไปกับการรักษาแก่นแท้ของวัฒนธรรมดั้งเดิม เป้าหมายคือการทำให้เทศกาลของไทยเป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่ต้องมาเยือนในปฏิทินของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เวทีขับเคลื่อนสำคัญ: SPLASH – Soft Power Forum 2025
เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลโดยหน่วยงาน Thailand Creative Culture Agency (THACCA) ได้เตรียมจัดงาน “SPLASH – Soft Power Forum 2025” ขึ้นระหว่างวันที่ 8–11 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “โอกาสประเทศไทยในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์” (The Opportunity of Thailand in the Creative Culture Industry) งานนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าแค่งานจัดแสดง แต่เป็นเวทีบูรณาการที่รวมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
วัตถุประสงค์หลักของงาน SPLASH คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของ Soft Power ไทย โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1) การพัฒนาบุคลากรใน 14 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่านการจัดอบรม สัมมนา และเวิร์คช็อปจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 2) การพัฒนาอุตสาหกรรม Soft Power ภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ผ่านการสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Matching) และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และ 3) การผลักดันอุตสาหกรรม Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก ผ่านการนำเสนอผลงานและเจรจาการค้ากับคู่ค้าจากต่างประเทศ งานนี้จึงเปรียบเสมือนจุดนัดพบครั้งสำคัญที่จะจุดประกายความร่วมมือและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการและบุคลากรสร้างสรรค์ของไทย
บทบาทภาครัฐและนโยบายสนับสนุน
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือโมเดลความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน โดยรัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ในขณะที่ภาคเอกชนซึ่งมีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในตลาดจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการดำเนินงานจริง นโยบายสนับสนุนที่สำคัญประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและการขนส่ง เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล รวมถึงการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ และสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่
จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศไทยทางภาคธุรกิจและคนไทยทั้งประเทศ นำสินทรัพย์ทางปัญญาที่มีคุณค่าให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก สร้างงานและเพิ่มรายได้มากขึ้น และจะต้องทำทั้งระบบ เช่น การทำ OTOP สนับสนุนสินค้าไทยอย่างเป็นระบบ ครัวไทยสู่ครัวโลก…ต้องทำทั้งระบบต่อเนื่องในระยะยาว ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยรัฐบาลสนับสนุนให้เอกชนที่รู้จริงนำซอฟท์พาวเวอร์ไปทำให้เป็นไปได้จริง
— นางแพทองธาร ชินวัตร
คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการผลักดันนโยบายอย่างครบวงจร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้การลงทุนในครั้งนี้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทั้งประเทศอย่างแท้จริง
ผลกระทบที่คาดหวังและปัจจัยท้าทาย
การลงทุนครั้งใหญ่นี้มาพร้อมกับความคาดหวังและปัจจัยท้าทายที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป การวิเคราะห์ทั้งสองด้านจะช่วยให้เห็นภาพรวมของยุทธศาสตร์และสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ
| มิติการพิจารณา | ผลกระทบเชิงบวกที่คาดหวัง | ปัจจัยท้าทาย |
|---|---|---|
| เศรษฐกิจ | สร้างรายได้ใหม่จากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์, เพิ่มมูลค่าการส่งออกทางวัฒนธรรม, กระจายรายได้สู่ชุมชน และเกิดการจ้างงานในสาขาอาชีพใหม่ๆ | การแข่งขันสูงในตลาดโลก, การเปลี่ยนแปลงของรสนิยมผู้บริโภคที่รวดเร็ว และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบต่อการลงทุน |
| สังคมและวัฒนธรรม | เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชาติ, ส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศในเวทีโลก | ความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการต่อยอดเชิงพาณิชย์, ความเสี่ยงที่วัฒนธรรมจะถูกตีความอย่างฉาบฉวย และการรักษาอัตลักษณ์ที่แท้จริง |
| บุคลากร | ยกระดับทักษะและความสามารถของบุคลากรสร้างสรรค์ให้ทัดเทียมนานาชาติ, เปิดโอกาสให้ศิลปินและผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีระดับโลก | การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูงในบางสาขา, การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม และการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในประเทศ |
| การบริหารจัดการ | เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม, มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนและวัดผลได้ | ความต่อเนื่องของนโยบายเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง, ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายและบริหารงบประมาณ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันของทุกภาคส่วน |
จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้ศักยภาพและโอกาสจะมีอยู่มาก แต่ความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการความท้าทายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและการพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ Soft Power ของไทยเติบโตได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสชั่วคราว
สรุปทิศทางอนาคตของซอฟต์พาวเวอร์ไทย
การที่รัฐบาลตัดสินใจทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญเพื่ออนาคตของเศรษฐกิจไทย เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะแข่งขันในเวทีโลกด้วยสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ 5F ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ควบคู่ไปกับกลไกสนับสนุนอย่างงาน SPLASH Forum และโมเดลความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ได้วางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลจริง การพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ, การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์, และความต่อเนื่องของนโยบาย คือหัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่ายุทธศาสตร์นี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของโลกได้ตามเป้าหมายหรือไม่ การเดินทางของ Soft Power ไทยครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันจับตาและผลักดันต่อไป เพื่อสร้างโอกาสและความมั่งคั่งใหม่ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน