หุ้นไทย Q4/68: จับตา 5 กลุ่มเด่นน่าลงทุนโค้งสุดท้าย
เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ทิศทางการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่ตลาดเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในไตรมาสที่ 3 บทความนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยสำคัญสำหรับหัวข้อ หุ้นไทย Q4/68: จับตา 5 กลุ่มเด่นน่าลงทุนโค้งสุดท้าย โดยเจาะลึกถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตและคาดว่าจะสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับนักลงทุน
ภาพรวมและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ การทำความเข้าใจบริบทเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินทิศทางการลงทุน
- แนวโน้มตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/68: คาดการณ์ว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นจากภาครัฐ
- กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น: กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว, การแพทย์, ค้าปลีก, อาหารและเครื่องดื่ม, และกลุ่มธนาคารและการเงิน
- กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำ: เน้นการเลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม
- การคาดการณ์ดัชนี: ดัชนี SET Index มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,350-1,400 จุด ณ สิ้นปี 2568 ขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนต่างๆ
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4 ปี 2568
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความผันผวนในไตรมาสที่ 3 ตลาดหุ้นไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ถูกคาดการณ์ว่าจะเริ่มมีเสถียรภาพและทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนในช่วงเวลาที่เหลือของปี
แรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าและมาตรการรัฐ
ปัจจัยบวกที่สำคัญประการแรกคือแนวโน้มการไหลกลับเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงปลายปี จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดีขึ้นและลดความผันผวนของตลาดลงได้
การติดตามทิศทางของ Fund Flow เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญ ซึ่งสามารถสะท้อนมุมมองและความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยได้เป็นอย่างดี
คาดการณ์กรอบดัชนี SET Index
จากข้อมูลการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยหลายแห่ง ประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในช่วงสิ้นปี 2568 มีโอกาสเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 1,350–1,400 จุด อย่างไรก็ตาม กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีดังกล่าวยังคงขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของปัจจัยสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณเม็ดเงินทุนไหลเข้าและผลสัมฤทธิ์ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หากปัจจัยเหล่านี้มีทิศทางที่เป็นบวกมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจเป็นแรงส่งให้ดัชนีสามารถปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับที่สูงกว่ากรอบดังกล่าวได้
เจาะลึก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นน่าลงทุน
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี การคัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน จากการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและผลประกอบการ พบว่ามี 5 กลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวที่คาดว่าจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดดเด่นกว่าภาพรวมของตลาด
1. กลุ่มท่องเที่ยว
กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ไตรมาสที่ 4 ถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทในกลุ่มนี้ เช่น หุ้นในกลุ่มสายการบิน โรงแรม และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ตัวอย่างหุ้นที่มักถูกกล่าวถึงในกลุ่มนี้คือ AOT ซึ่งบริหารจัดการท่าอากาศยานหลักของประเทศ
2. กลุ่มการแพทย์
อุตสาหกรรมการแพทย์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีความจำเป็นและมีความผันผวนต่ำกว่ากลุ่มอื่น (Defensive Stock) สำหรับไตรมาส 4/68 คาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มโรงพยาบาลจะมีการเติบโตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหนุนมาจากการกลับมาใช้บริการของผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงการขยายบริการทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มการแพทย์เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ต
3. กลุ่มค้าปลีก
การฟื้นตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับกลุ่มค้าปลีก เมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ช่วงปลายปียังเป็นเทศกาลแห่งการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายของธุรกิจค้าปลีกให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด หุ้นในกลุ่มนี้ เช่น BJC ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวอย่างเต็มที่
4. กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจเครื่องดื่มและเนื้อสัตว์ แนวโน้มกำไรในไตรมาส 4/68 ที่คาดว่าจะเติบโตสูง อาจนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายของหุ้นในกลุ่มนี้จากนักวิเคราะห์ การเติบโตของกลุ่มนี้ได้รับแรงหนุนจากทั้งความต้องการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หุ้นอย่าง CBG เป็นตัวอย่างของบริษัทในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังที่มีศักยภาพในการเติบโต
5. กลุ่มธนาคารและการเงิน
กลุ่มธนาคารถือเป็นเสาหลักสำคัญของตลาดหุ้นไทยและมักถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวม ในช่วงไตรมาส 4/68 กลุ่มนี้คาดว่าจะทำหน้าที่ช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนโดยรวมให้มีเสถียรภาพ ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงแข็งแกร่งและแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าพอใจ ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น KTB ที่เคยแสดงผลประกอบการไตรมาส 4 ในปีก่อนหน้าที่อยู่ในเกณฑ์ดี และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าดึงดูด
| กลุ่มธุรกิจ | เหตุผลและจุดเด่นในการลงทุน |
|---|---|
| กลุ่มท่องเที่ยว | ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง High Season |
| กลุ่มการแพทย์ | มีแนวโน้มกำไรเติบโตในไตรมาส 4/68 และคาดว่าจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นหุ้นที่มีความมั่นคงสูง |
| กลุ่มค้าปลีก | ตลาดค้าปลีกฟื้นตัวตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี และความเชื่อมั่นที่กลับมา |
| กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม | กำไรไตรมาส 4/68 คาดว่าจะสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้น |
| กลุ่มธนาคารและการเงิน | คาดว่าจะช่วยประคองบรรยากาศตลาดโดยรวม ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและอัตราเงินปันผลที่ดี |
กลยุทธ์การลงทุนและหุ้นแนะนำที่น่าสนใจ
ในสภาวะที่ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน การวางกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมและการคัดเลือกหุ้นอย่างพิถีพิถันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
กลยุทธ์ Selective Buy: เลือกหุ้นพื้นฐานดี
กลยุทธ์การเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัว หรือ Selective Buy ยังคงเป็นแนวทางที่แนะนำสำหรับนักลงทุนในช่วงเวลานี้ แทนที่จะลงทุนตามดัชนีหรือภาพรวมตลาด การมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน และมีราคาที่ปรับตัวลงมาในระดับที่น่าสนใจจากความผันผวนของตลาด จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงหุ้นที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ การพิจารณาหุ้นที่มีคะแนน ESG (Environmental, Social, and Governance) สูง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนระยะยาว
การบริหารความเสี่ยงด้วยการตั้งจุดตัดขาดทุน
การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นักลงทุนควรมีการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-loss) ที่ชัดเจนสำหรับทุกการลงทุน โดยทั่วไปแนะนำให้ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ระดับประมาณ 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ การมีวินัยในการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้จะช่วยจำกัดความเสียหายของพอร์ตการลงทุนได้หากทิศทางตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ และช่วยรักษากระแสเงินสดไว้สำหรับโอกาสการลงทุนในอนาคต
หุ้นแนะนำที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง
จากรายงานการวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง มีการแนะนำให้พิจารณาสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งและมีแนวโน้มเติบโตดีในปีหน้า ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มต่างๆ ประกอบด้วย:
- BEM: ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- GPSC: หุ้นในกลุ่มพลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มเติบโตตามทิศทางของโลก
- AOT: ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
- AP: หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยสนับสนุน
- BJC: หนึ่งในผู้นำกลุ่มค้าปลีกที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว
- PLANB: ธุรกิจสื่อนอกบ้านที่เติบโตตามการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- CBG: ผู้นำในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีศักยภาพการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ
สรุปแนวโน้มการลงทุนไตรมาสสุดท้ายของปี
โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 มีทิศทางที่น่าสนใจและมีโอกาสในการฟื้นตัว โดยมีปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะสร้างผลงานได้โดดเด่นประกอบด้วย กลุ่มท่องเที่ยว, การแพทย์, ค้าปลีก, อาหารและเครื่องดื่ม, และธนาคาร ซึ่งแต่ละกลุ่มมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น การใช้กลยุทธ์ Selective Buy เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีวินัยผ่านการตั้งจุดตัดขาดทุน จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568