Home » หุ้นไทย Q4/68: SET ไปต่อหรือพอแค่นี้? ส่อง 5 หุ้นเด่น

หุ้นไทย Q4/68: SET ไปต่อหรือพอแค่นี้? ส่อง 5 หุ้นเด่น

สารบัญ

บทวิเคราะห์แนวโน้มหุ้นไทย Q4/68: SET ไปต่อหรือพอแค่นี้? ส่อง 5 หุ้นเด่น กลายเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับนักลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เผชิญกับความผันผวนตลอดไตรมาสที่ 3 ท่ามกลางปัจจัยท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ การประเมินทิศทางของดัชนี SET Index ในไตรมาสสุดท้ายจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ตั้งแต่มูลค่าตลาด ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาในไตรมาส 4 2568

  • มูลค่าตลาด (Valuation) อยู่ในระดับน่าสนใจ: ดัชนี SET Index มีการปรับฐานลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่า P/E Ratio อยู่ในระดับประมาณ 13-14 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว เมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค
  • ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่: ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ, การชะลอตัวของ GDP, การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และปัจจัยเศรษฐกิจโลก เช่น การลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)
  • ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ: การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว, การใช้จ่ายของภาครัฐ และนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงและสนับสนุนการเติบโตของตลาด
  • กลยุทธ์การลงทุนเน้นความปลอดภัย: นักวิเคราะห์แนะนำให้เบนเข็มการลงทุนไปยังหุ้นปันผล (Dividend Stocks) เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอท่ามกลางความไม่แน่นอน และเน้นการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอ
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น: กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและน่าจับตามอง ได้แก่ กลุ่มการเงิน, เกษตรและอาหาร, อุตสาหกรรม, ทรัพยากร, สินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยก่อนเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568

ณ เดือนกันยายน 2568 ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในภาวะที่ค่อนข้างระมัดระวัง ดัชนี SET Index แกว่งตัวในกรอบประมาณ 1,250-1,260 จุด โดยมีปริมาณการซื้อขายที่ค่อนข้างเบาบาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความลังเลของนักลงทุนในการเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัว สภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากการเผชิญหน้ากับปัจจัยลบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพของดัชนี รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง การปรับตัวลงของดัชนีตลอดช่วงที่ผ่านมาของปี ได้ทำให้การประเมินมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้น นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าระดับราคาปัจจุบันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการสะสมหุ้นเพื่อการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโต ดังนั้น ภาพรวมของตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 จึงเป็นลักษณะของการชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงที่ยังคงอยู่กับโอกาสในการลงทุนจากมูลค่าที่น่าดึงดูดใจ

ปัจจัยขับเคลื่อนและปัจจัยเสี่ยง: อะไรคือตัวแปรสำคัญของ SET Index ใน Q4/68?

ทิศทางของดัชนี SET ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จะถูกกำหนดโดยการต่อสู้ระหว่างปัจจัยบวกที่คอยสนับสนุน และปัจจัยลบที่สร้างแรงกดดัน การทำความเข้าใจตัวแปรเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินสถานการณ์การลงทุน

ปัจจัยบวกที่สนับสนุนตลาด

แม้ตลาดจะเผชิญกับความท้าทาย แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่อาจผลักดันให้ดัชนีฟื้นตัวได้

การประเมินมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจ

ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือระดับ Valuation ของตลาดหุ้นไทย อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ของ SET Index ที่ระดับประมาณ 13-14 เท่า ถือเป็นระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าราคาหุ้นโดยรวมไม่ได้แพงเกินไป และอาจมีช่องว่างให้ปรับตัวขึ้นได้ (Upside) หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ มูลค่าที่น่าสนใจนี้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนระยะกลางถึงยาวที่มองหาโอกาสในการเข้าสะสมสินทรัพย์ในราคาที่สมเหตุสมผล

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐผ่านโครงการต่างๆ ยังคงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมจะนำไปสู่การเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์

นโยบายการเงินและการคลัง

นโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับภาคธุรกิจและสนับสนุนการลงทุน นอกจากนี้ ราคาพลังงาน เช่น ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวลดลงจากช่วงก่อนหน้า ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานให้กับหลายบริษัท ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดหุ้น

ความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องเผชิญ

ในทางกลับกัน นักลงทุนจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดอย่างรอบคอบ

ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

ประเด็นการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สร้างความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ความไม่ชัดเจนของเสถียรภาพทางการเมืองอาจนำไปสู่การชะลอการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน และเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญในการพิจารณาจัดสรรเงินลงทุน

การชะลอตัวของ GDP และกระแสเงินทุนไหลออก

มีความกังวลว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจเติบโตได้ต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำและอาจสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง นอกจากนี้ การที่นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ (Net Sell) อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้ยาก และสร้างความผันผวนให้กับตลาดในระยะสั้น

ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยภายนอกประเทศยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกลดลง รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ ปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

ตารางเปรียบเทียบปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อ SET Index ในไตรมาส 4/68
ประเภทปัจจัย รายละเอียด ผลกระทบต่อ SET Index
ปัจจัยสนับสนุน Valuation ที่น่าสนใจ (P/E 13-14 เท่า) ดึงดูดการลงทุนระยะกลาง-ยาว และจำกัด Downside Risk
ปัจจัยสนับสนุน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่งผลบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยเสี่ยง ความไม่แน่นอนทางการเมือง กระทบความเชื่อมั่นและอาจชะลอการลงทุน
ปัจจัยเสี่ยง กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออก สร้างแรงกดดันต่อดัชนีและเพิ่มความผันผวน

วิเคราะห์ทางเทคนิคและมุมมองเชิงกลยุทธ์: SET Index จะไปทางไหน?

วิเคราะห์ทางเทคนิคและมุมมองเชิงกลยุทธ์: SET Index จะไปทางไหน?

นอกจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแล้ว มุมมองทางเทคนิคและกลยุทธ์การลงทุนก็เป็นสิ่งสำคัญในการนำทางท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวน

กรอบการเคลื่อนไหวและแนวรับสำคัญ

นักวิเคราะห์ทางเทคนิคมองว่า ดัชนี SET Index มีแนวรับสำคัญที่น่าจับตาในบริเวณ 1,120 จุด ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “Value Zone” หรือโซนมูลค่าที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนระยะยาว การที่ดัชนีปรับตัวลดลงเข้ามาใกล้บริเวณนี้อาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อหรือสะสมหุ้นพื้นฐานดีได้ในราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น คาดว่าดัชนีจะยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways หรือแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ต่อไป สะท้อนถึงการรอความชัดเจนของปัจจัยต่างๆ ก่อนที่จะเลือกทิศทางที่ชัดเจน

ฉันทามติของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้ว่า ความเสี่ยงด้านขาลง (Downside Risk) ของดัชนี ณ ระดับ Valuation ปัจจุบันมีค่อนข้างจำกัด หากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ศักยภาพในการปรับตัวขึ้น (Upside) ยังคงถูกจำกัดโดยแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

จากสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอนสูง กลยุทธ์การลงทุนที่ได้รับการแนะนำคือการเน้นความปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ การปรับพอร์ตการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนของ หุ้นปันผล (Dividend Stocks) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มักจะให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ซึ่งสามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้

นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในไตรมาสนี้ การกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายจะช่วยลดผลกระทบหากมีอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเผชิญกับปัจจัยลบเฉพาะตัว การเลือกเฟ้นหุ้นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง งบดุลดี และมีแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ส่อง 5 กลุ่มหุ้นเด่นที่น่าจับตามองในไตรมาส 4/68

จากข้อมูลการวิเคราะห์ พบว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมหลายกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและมีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในไตรมาสสุดท้ายของปี แม้จะไม่มีการระบุชื่อหุ้นเป็นรายตัว แต่การพิจารณาจากภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถให้แนวทางในการคัดเลือกหุ้นได้เป็นอย่างดี

1. กลุ่มการเงิน (Financials)

กลุ่มการเงินมักจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม การที่เศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัว แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ก็ยังส่งผลบวกต่อความต้องการสินเชื่อและการทำธุรกรรมทางการเงิน นอกจากนี้ นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำยังช่วยบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินได้ หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์และบริษัทสินเชื่อที่มีการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ที่มีประสิทธิภาพและมีการเติบโตของสินเชื่อที่ดีจึงมีความน่าสนใจ

2. กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food)

กลุ่มนี้จัดเป็นหุ้นในกลุ่มปัจจัยสี่ (Defensive Stock) ซึ่งมักจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและการส่งออกยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง บริษัทที่มีความสามารถในการควบคุมต้นทุน มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ จะมีศักยภาพในการเติบโตที่มั่นคง

3. กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials)

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคการผลิตเป็นปัจจัยหนุนสำคัญสำหรับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงวัสดุก่อสร้าง, รับเหมาก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม หากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐมีความคืบหน้าตามแผน จะส่งผลดีต่อปริมาณงานและรายได้ของบริษัทในกลุ่มนี้โดยตรง

4. กลุ่มทรัพยากร (Resources)

แม้ว่าราคาพลังงานจะมีความผันผวน แต่หุ้นในกลุ่มทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อาจได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การลดลงของต้นทุนด้านพลังงานยังเป็นผลดีต่อบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีบางประเภท การเลือกลงทุนในบริษัทที่มีประสิทธิภาพในการผลิตและสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาได้ดี จะเป็นปัจจัยสำคัญ

5. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและเทคโนโลยี (Consumer Products & Technology)

การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศและการกลับมาของนักท่องเที่ยวเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและดิจิทัล ยังคงมีแนวโน้มเติบโตตามเมกะเทรนด์ของโลก บริษัทที่มีนวัตกรรมและสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคได้จะยังคงเป็นที่น่าจับตามอง

บทสรุปและแนวโน้มสำหรับนักลงทุน

สรุปภาพรวมสำหรับหุ้นไทย Q4/68 มีลักษณะเป็น “มองบวกอย่างระมัดระวัง” (Cautiously Optimistic) แต่ก็เต็มไปด้วยปัจจัยที่ผสมผสานกัน ปัจจัยบวกจาก Valuation ที่น่าดึงดูดใจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของตลาด อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศและปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นเงาที่กดดันบรรยากาศการลงทุนและอาจจำกัดการปรับตัวขึ้นของดัชนี

การที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดโดยรวมยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับสูงสุดเดิมได้ ทำให้เกิดการถกเถียงว่าดัชนีจะสามารถไปต่อได้ไกลแค่ไหน หากผลประกอบการฟื้นตัวได้แข็งแกร่งกว่าคาด ก็อาจเป็นแรงส่งให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้ แต่หากกำไรเริ่มทรงตัวหรือแย่ลง ก็จะเป็นข้อจำกัดสำคัญ

สำหรับนักลงทุน การตัดสินใจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจึงต้องอาศัยความรอบคอบเป็นพิเศษ การมุ่งเน้นไปที่การลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง, การให้ความสำคัญกับหุ้นปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสด และการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโออย่างเหมาะสม จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยรับมือกับความผันผวนและสร้างโอกาสในการลงทุนท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายนี้ได้ การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเส้นทางการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568