ไทยยื่นจัด ‘เอเชียนเกมส์ 2030’ ลุ้นเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง!
กระแสข่าวเกี่ยวกับการที่ไทยยื่นจัด ‘เอเชียนเกมส์ 2030’ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงความปรารถนาของประเทศในการกลับมาเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับทวีปอีกครั้ง การเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่าในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาและการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของการเสนอตัวครั้งนี้ แผนงานในอนาคต และศักยภาพของประเทศไทยในเวทีกีฬาระดับโลก
ภาพรวมสถานการณ์การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ
ประเด็นสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ และมหกรรมกีฬานานาชาติรายการอื่นๆ ของประเทศไทย มีดังนี้
- สถานะของเอเชียนเกมส์ 2030: เมืองเจ้าภาพอย่างเป็นทางการสำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 21 ในปี 2030 คือกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งได้รับการยืนยันจากสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
- ความเคลื่อนไหวของไทย: คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและเตรียมข้อมูลสำหรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬารายการใหญ่ ซึ่งรวมถึงแผนการสำหรับกีฬาเอเชียนเกมส์ในอนาคต แต่ยังไม่มีการยื่นเอกสารเสนอตัวสำหรับปี 2030 อย่างเป็นทางการ
- เป้าหมายอื่นที่ชัดเจน: ประเทศไทยได้ดำเนินการยื่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 อย่างเป็นทางการ และอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อยืนยันความพร้อมต่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC)
- ยุทธศาสตร์ระยะยาว: ความพยายามทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติในการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก
สถานะล่าสุดของเอเชียนเกมส์ 2030 และความเคลื่อนไหวของไทย
การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา Asian Games 2030 จำเป็นต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากแผนการในอนาคต แม้จะมีความสนใจอย่างมากจากฝั่งไทย แต่กระบวนการคัดเลือกเจ้าภาพมีขั้นตอนและกรอบเวลาที่ชัดเจน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเมืองเจ้าภาพ Asian Games 2030
สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ได้ประกาศผลการคัดเลือกเมืองเจ้าภาพสำหรับการแข่งขันในปี 2030 ไปแล้วอย่างเป็นทางการ โดยผลการตัดสินได้มอบสิทธิ์ให้แก่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังกระบวนการเสนอตัวและการลงคะแนนเสียงของชาติสมาชิก การที่โดฮาได้รับเลือกหมายความว่าการแข่งขันในปีดังกล่าวได้มีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว และประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ไม่สามารถยื่นเสนอตัวเพื่อแข่งขันเป็นเจ้าภาพสำหรับปี 2030 ได้อีก
การได้รับสิทธิ์ของโดฮาเป็นผลมาจากการนำเสนอแผนงานที่มีความพร้อมสูง ทั้งในด้านสนามแข่งขันที่ทันสมัย ประสบการณ์จากการจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกมาแล้วหลายรายการ เช่น ฟุตบอลโลก 2022 และความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน ดังนั้น ข้อมูลที่ระบุว่าการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 2030 ได้กำหนดเจ้าภาพเรียบร้อยแล้วจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ
ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของคณะทำงานไทย
แม้ว่าเป้าหมายปี 2030 จะไม่สามารถเป็นไปได้แล้ว แต่ความเคลื่อนไหวของประเทศไทยในเรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะของการวางรากฐานสำหรับอนาคต คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ โดยการนำของคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ได้ริเริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วยหลายขั้นตอนสำคัญ:
- การรวบรวมข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้: คณะทำงานกำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อประเมินความพร้อมของประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา (สนามกีฬา ที่พักนักกีฬา หมู่บ้านนักกีฬา) ระบบคมนาคมขนส่ง โรงแรมที่พัก ไปจนถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
- การจัดทำแผนแม่บท: ข้อมูลที่รวบรวมได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำเป็นแผนแม่บท (Master Plan) ที่ครอบคลุมวิสัยทัศน์ งบประมาณที่คาดว่าจะต้องใช้ แผนการจัดการแข่งขัน แผนการตลาดและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
- การประสานงานกับภาครัฐและเอกชน: การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คณะทำงานจึงมีภารกิจในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย รวมถึงภาคเอกชน เพื่อสร้างแนวร่วมและระดมการสนับสนุน
ดังนั้น ความพยายามของไทยในปัจจุบันจึงไม่ใช่การ “ยื่นจัด” แข่งกับโดฮา แต่เป็นการ “เตรียมความพร้อม” เพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ในครั้งถัดไปที่เปิดรับสมัคร ซึ่งอาจจะเป็นปี 2034 หรือหลังจากนั้น
ยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางกีฬานานาชาติ
วิสัยทัศน์ของประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กีฬาเอเชียนเกมส์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติอีกหลายรายการ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการใช้ “Sport Diplomacy” และ “Sports Tourism” เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ
ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030: เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม
หนึ่งในเป้าหมายที่ชัดเจนและมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 (Youth Olympic Games 2030) การแข่งขันรายการนี้ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักกีฬาระดับเยาวชนทั่วโลก และมีขนาดการจัดการที่เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศไทยในการเริ่มต้นเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับโอลิมปิก
ประเทศไทยได้ยื่นเอกสารแสดงความจำนง (Expression of Interest) ต่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ไปแล้วอย่างเป็นทางการ และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการเพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Dialogue) กับ IOC ซึ่งเป็นกระบวนการคัดเลือกเจ้าภาพรูปแบบใหม่ที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างเมืองที่สนใจกับ IOC เพื่อพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน การเสนอตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของไทยในเวทีกีฬาระดับโลก
แผนการสำหรับมหกรรมกีฬารายการอื่น
นอกเหนือจากยูธโอลิมปิกเกมส์แล้ว คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ ยังมีแผนที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรายการอื่น ๆ ในระดับทวีปและระดับโลกด้วย เช่น เอเชียนยูธเกมส์ 2025 (Asian Youth Games 2025) ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดสำหรับนักกีฬาดาวรุ่งในทวีปเอเชีย การกระจายการเสนอตัวไปยังหลายรายการเป็นการสร้างโอกาสและบริหารความเสี่ยงไปพร้อมกัน หากไม่ประสบความสำเร็จในรายการหนึ่ง ก็ยังมีโอกาสในรายการอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยรักษาแรงผลักดันและพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการกีฬาของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
บทเรียนจากประสบการณ์ในอดีต
การเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพจำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต กรณีที่ประเทศไทยเคยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนอินดอร์และมาเชียลอาร์ตเกมส์ 2021 แต่ต่อมาถูกถอดสิทธิ์เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณและกรอบเวลาที่กระชั้นชิด ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่คณะทำงานชุดปัจจุบันต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ บทเรียนดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินที่รัดกุม การได้รับการยืนยันงบประมาณจากรัฐบาลอย่างชัดเจน และการเตรียมการล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานเพียงพอ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ประสบการณ์ครั้งนั้นจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้การเสนอตัวในอนาคตมีความรอบคอบและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ศักยภาพและความท้าทาย
การที่ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติได้นั้น ต้องมีการประเมินทั้งจุดแข็งที่มีอยู่และอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
จุดแข็งของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ
ประเทศไทยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ:
- ประสบการณ์โชกโชน: ไทยเคยเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์มาแล้วถึง 4 ครั้ง (ปี 1966, 1970, 1978, และ 1998) ซึ่งมากที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกทั้งหมด ประสบการณ์นี้ทำให้ไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจในกระบวนการจัดการแข่งขันเป็นอย่างดี
- โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา: ประเทศไทยมีสนามกีฬาและศูนย์ฝึกซ้อมกีฬาที่ได้มาตรฐานสากลกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ๆ เช่น ราชมังคลากีฬาสถาน, อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก และศูนย์กีฬาต่างๆ ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งสามารถปรับปรุงและใช้งานได้ทันที
- ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว: อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งเป็นจุดเด่นที่สุดประการหนึ่ง ประเทศไทยมีโรงแรมที่พักหลากหลายระดับ ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ และระบบการบริการที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ซึ่งสามารถรองรับนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ชมจากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การคมนาคมขนส่ง: การมีสนามบินนานาชาติที่เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Hub) และระบบขนส่งมวลชนในเมืองหลวงที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขัน
ปัจจัยท้าทายที่ต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพก็มาพร้อมกับความท้าทายที่ต้องมีการวางแผนรับมืออย่างดี:
- งบประมาณมหาศาล: การจัดการแข่งขันกีฬาระดับทวีปต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งในการปรับปรุงสนามแข่งขัน การบริหารจัดการ และการรักษาความปลอดภัย การจัดหาแหล่งเงินทุนที่เพียงพอและยั่งยืน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน คือความท้าทายอันดับแรก
- การแข่งขันกับประเทศอื่น: ปัจจุบันหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออก มีความพร้อมและทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงสิทธิ์มีความเข้มข้นสูงขึ้นกว่าในอดีต
- การบริหารจัดการและมรดกหลังการแข่งขัน: หนึ่งในคำถามสำคัญคือ จะบริหารจัดการสนามกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดหลังจากการแข่งขันจบลง (Legacy Planning) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสนามกีฬาร้างและภาระค่าบำรุงรักษาในระยะยาว
- การสนับสนุนจากสาธารณชน: การสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากประชาชนให้เห็นถึงประโยชน์ของการเป็นเจ้าภาพในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม
การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการแข่งขัน แต่เป็นโครงการระดับชาติที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ การวางแผนที่รอบคอบ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดตกอยู่กับประเทศชาติอย่างแท้จริง
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าข่าวการที่ไทยยื่นจัด ‘เอเชียนเกมส์ 2030’ จะสร้างความตื่นตัว แต่สถานะที่เป็นจริงคือการแข่งขันในปีดังกล่าวได้มอบสิทธิ์ให้แก่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความทะเยอทะยานและวิสัยทัศน์ระยะยาวในการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาของภูมิภาค
ทิศทางในอนาคตของไทยจะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบเพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในโอกาสต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ในครั้งถัดไป หรือมหกรรมกีฬาอื่น ๆ ที่เป็นเป้าหมายสำคัญอย่างยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 ซึ่งเป็นโครงการที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ความสำเร็จของการเสนอตัวในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการวางแผนที่รัดกุม การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของก้าวย่างที่สำคัญนี้ในวงการกีฬาไทย