งบประมาณ 2569: เจาะลึก 3.7 ล้านล้านบาท กระทรวงไหนได้มากสุด?
- ภาพรวมของงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2569
- เจาะลึกการจัดสรรงบประมาณตาม 6 ยุทธศาสตร์ชาติ
- อันดับ 1: ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
- อันดับ 2: ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
- อันดับ 3: ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
- อันดับ 4: ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง
- อันดับ 5: ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
- อันดับ 6: ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- กระทรวงไหนมีแนวโน้มได้รับงบประมาณสูงสุด?
- ผลกระทบของงบประมาณปี 2569 ต่อเศรษฐกิจและสังคม
- บทสรุปทิศทางการใช้จ่ายภาครัฐ
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ด้วยวงเงินรวมกว่า 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นฟูประเทศภายหลังสถานการณ์ต่างๆ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- วงเงินงบประมาณ: รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ด้วยวงเงินรวม 3,780,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล
- ยุทธศาสตร์ที่ได้รับงบสูงสุด: การจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรให้กับยุทธศาสตร์ “ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม” ด้วยวงเงินสูงถึง 942,709 ล้านบาท
- เป้าหมายหลัก: งบประมาณปี 2569 มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติอย่างยั่งยืน
- ขั้นตอนต่อไป: ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งรายละเอียดการจัดสรรรายกระทรวงจะมีความชัดเจนมากขึ้นในขั้นตอนนี้
การวิเคราะห์ งบประมาณ 2569: เจาะลึก 3.7 ล้านล้านบาท กระทรวงไหนได้มากสุด? เป็นการสำรวจแนวทางการใช้จ่ายของภาครัฐที่สะท้อนถึงลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือการดูแลความมั่นคง ซึ่งงบประมาณแผ่นดินนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยและการดำรงชีวิตของประชาชนทุกคน การทำความเข้าใจโครงสร้างและรายละเอียดของงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลและทิศทางของประเทศในอนาคต
บทความนี้จะนำเสนอการวิเคราะห์ในเชิงลึกถึงการจัดสรรงบประมาณปี 2569 ตามยุทธศาสตร์ต่างๆ พร้อมทั้งคาดการณ์หน่วยงานหรือกระทรวงที่มีแนวโน้มจะได้รับการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่สูง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ครอบคลุมเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายเงินภาษีของประเทศในปีงบประมาณที่กำลังจะมาถึง
ภาพรวมของงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2569
ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถือเป็นแผนการคลังฉบับสำคัญที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีสาระสำคัญที่สะท้อนถึงนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาดังกล่าว
วงเงินและโครงสร้างของงบประมาณ
สำหรับปีงบประมาณ 2569 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,780,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนและดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวและเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ การตั้งงบประมาณขาดดุลหมายถึงการที่รัฐบาลมีรายจ่ายที่คาดว่าจะสูงกว่ารายรับที่จัดเก็บได้ ซึ่งส่วนต่างนี้จำเป็นต้องมีการจัดหาเงินกู้เพื่อชดเชยต่อไป โครงสร้างงบประมาณลักษณะนี้มักถูกนำมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติม เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นผ่านโครงการต่างๆ ของภาครัฐ
เป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนประเทศ
นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า การจัดทำงบประมาณปี 2569 มีเป้าประสงค์หลักเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยเน้นย้ำถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การจัดสรรงบประมาณจึงไม่ได้มองเพียงมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงมิติทางสังคม ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างสมดุลและทั่วถึง
เจาะลึกการจัดสรรงบประมาณตาม 6 ยุทธศาสตร์ชาติ
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น งบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาทได้ถูกจำแนกตาม 6 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งสะท้อนถึงลำดับความสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ดังนี้
อันดับ 1: ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (942,709 ล้านบาท)
ยุทธศาสตร์นี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการลดความเหลื่อมล้ำและดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง งบประมาณส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการ, การยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, การสร้างโอกาสทางการศึกษา, การแก้ไขปัญหาความยากจน และการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย การทุ่มงบประมาณจำนวนมากในด้านนี้แสดงถึงความพยายามของรัฐบาลในการสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่เข้มแข็ง
อันดับ 2: ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (605,927 ล้านบาท)
งบประมาณในส่วนนี้เน้นการลงทุนใน “คน” ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน, การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้ทันสมัย, การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต, การยกระดับทักษะแรงงาน (Reskilling/Upskilling) เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล และการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมในสถาบันอุดมศึกษา เป้าหมายคือการสร้างประชากรที่มีคุณภาพและมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนประเทศ
อันดับ 3: ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (605,442 ล้านบาท)
งบประมาณส่วนนี้มุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการให้มีความทันสมัย คล่องตัว และสามารถให้บริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government), การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้เป็นอุปสรรคน้อยลง, การส่งเสริมธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อันดับ 4: ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง (415,328 ล้านบาท)
ครอบคลุมการป้องกันประเทศ, การรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน, การแก้ไขปัญหายาเสพติด, การรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ งบประมาณส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคง ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาในด้านอื่นๆ
อันดับ 5: ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (394,612 ล้านบาท)
แม้จะอยู่ในอันดับท้ายๆ แต่ก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ งบประมาณส่วนนี้จะถูกใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง (ถนน, ราง, ท่าเรือ, สนามบิน), การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC), การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve), การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก
อันดับ 6: ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (147,217 ล้านบาท)
แม้จะได้รับงบประมาณน้อยที่สุด แต่ก็สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน งบประมาณส่วนนี้จะเน้นไปที่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, การแก้ไขปัญหามลพิษ (เช่น PM2.5), การส่งเสริมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
| ลำดับ | ยุทธศาสตร์ชาติ | วงเงินงบประมาณ (ล้านบาท) |
|---|---|---|
| 1 | ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม | 942,709 |
| 2 | ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ | 605,927 |
| 3 | ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ | 605,442 |
| 4 | ด้านความมั่นคง | 415,328 |
| 5 | ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน | 394,612 |
| 6 | ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | 147,217 |
กระทรวงไหนมีแนวโน้มได้รับงบประมาณสูงสุด?
แม้ว่าข้อมูลเบื้องต้นจะจำแนกงบประมาณตามยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่ได้ระบุการจัดสรรรายกระทรวงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม สามารถทำการวิเคราะห์และคาดการณ์เบื้องต้นจากโครงสร้างดังกล่าวได้
การจัดสรรงบประมาณกว่า 9.4 แสนล้านบาทให้กับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด
การวิเคราะห์จากโครงสร้างยุทธศาสตร์
จากข้อเท็จจริงที่ว่ายุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมได้รับงบประมาณมากที่สุด จึงมีความเป็นไปได้สูงที่กระทรวงซึ่งมีภารกิจหลักสอดคล้องกับยุทธศาสตร์นี้จะได้รับการจัดสรรงบประมาณในลำดับต้นๆ ได้แก่:
- กระทรวงสาธารณสุข: ซึ่งรับผิดชอบโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในหมวดสวัสดิการสังคม
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.): ดูแลงานด้านสวัสดิการโดยตรง เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆ
- กระทรวงศึกษาธิการ: แม้จะเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์โดยตรง แต่งบประมาณบางส่วน เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ก็จัดอยู่ในหมวดการสร้างโอกาสเช่นกัน
- กระทรวงมหาดไทย: ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะและดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่
ขั้นตอนต่อไปในกระบวนการรัฐสภา
หลังจากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ จะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 3 วาระ และวุฒิสภาอีก 1 วาระ ในขั้นตอนนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ จะทำการพิจารณารายละเอียดการของบประมาณของแต่ละกระทรวงและหน่วยงานอย่างเข้มข้น ซึ่งอาจมีการปรับลดหรือปรับเปลี่ยนงบประมาณในบางรายการได้ ดังนั้น ตัวเลขสุดท้ายของการจัดสรรงบประมาณรายกระทรวงจะมีความชัดเจนเมื่อร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ผลกระทบของงบประมาณปี 2569 ต่อเศรษฐกิจและสังคม
การจัดทำงบประมาณแผ่นดินกว่า 3.78 ล้านล้านบาทย่อมส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในมิติของเศรษฐกิจไทย การเมืองไทย และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบผ่านโครงการต่างๆ จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตาม การเป็นงบประมาณขาดดุลก็สร้างความท้าทายในด้านภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ในทางการเมือง การผ่านร่างงบประมาณถือเป็นบททดสอบเสถียรภาพของรัฐบาล ขณะที่ในมิติทางสังคม การเน้นงบประมาณด้านความเสมอภาคและคุณภาพชีวิตอาจช่วยลดความเหลื่อมล้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ หากมีการดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง
บทสรุปทิศทางการใช้จ่ายภาครัฐ
โดยสรุป ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท สะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทางสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ ผ่านการจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดให้กับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และปฏิรูประบบราชการเพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาในระยะยาว แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากระทรวงใดจะได้รับงบประมาณสูงสุดจนกว่าจะผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา แต่แนวโน้มชี้ไปที่หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม
การติดตามกระบวนการพิจารณางบประมาณในรัฐสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้เข้าใจทิศทางการพัฒนาประเทศและตรวจสอบการใช้จ่ายภาษีของภาครัฐในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง