Home » วีซ่า ‘Digital Nomad’ ใหม่! อยู่ไทย 5 ปี ไม่เสียภาษี?

วีซ่า ‘Digital Nomad’ ใหม่! อยู่ไทย 5 ปี ไม่เสียภาษี?

สารบัญ

รัฐบาลไทยได้เปิดตัวโครงการ วีซ่า ‘Digital Nomad’ ใหม่! อยู่ไทย 5 ปี ไม่เสียภาษี? ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Destination Thailand Visa (DTV) โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดกลุ่มคนทำงานทางไกล (Remote Workers) และผู้ประกอบการดิจิทัลจากทั่วโลก วีซ่าประเภทนี้มอบความยืดหยุ่นในการพำนักระยะยาว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของบุคลากรทักษะสูงในภูมิภาค

ประเด็นสำคัญของวีซ่า Digital Nomad ฉบับใหม่

  • การพำนักระยะยาว: วีซ่ามีอายุ 5 ปี สามารถเข้า-ออกได้หลายครั้ง (Multiple Entries) โดยแต่ละครั้งที่เดินทางเข้าประเทศจะได้รับอนุญาตให้อยู่ได้นานถึง 180 วัน
  • ความยืดหยุ่นในการต่ออายุ: การอนุญาตให้อยู่ในประเทศ 180 วัน สามารถขยายเวลาได้อีก 1 ครั้งต่อการเดินทางเข้าประเทศ ทำให้สามารถพำนักต่อเนื่องได้เกือบ 360 วัน
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ผู้ถือวีซ่าจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย สำหรับรายได้ที่มาจากต่างประเทศ หากรายได้นั้นไม่ได้ถูกโอนเข้ามาในประเทศไทยภายในปีภาษีเดียวกัน
  • เงื่อนไขที่ชัดเจน: ผู้สมัครต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ทำงานให้กับบริษัทนอกประเทศไทย และมีหลักฐานทางการเงินเพียงพอตามที่กำหนด
  • รองรับครอบครัว: สามารถยื่นขอวีซ่าสำหรับคู่สมรสและบุตรที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้ติดตามมาพำนักในประเทศไทยได้

ทำความเข้าใจวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV)

ทำความเข้าใจวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV)

Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงกลางปี 2024 คือวีซ่าประเภทใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อกระแสการทำงานทางไกลที่เติบโตขึ้นทั่วโลก วีซ่านี้ถือเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในการแข่งขันเพื่อดึงดูดกลุ่มบุคลากรที่มีศักยภาพสูง ให้เข้ามาใช้ชีวิตและทำงานจากประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพที่เหมาะสม และวัฒนธรรมที่น่าดึงดูดใจ

วีซ่านี้คืออะไรและออกแบบมาเพื่อใคร?

DTV หรือที่เรียกกันติดปากว่าวีซ่า Digital Nomad เป็นวีซ่าระยะยาวที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่ทำงานให้กับนายจ้างนอกประเทศไทย หรือเป็นเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนในต่างประเทศ สามารถพำนักและทำงานจากที่ใดก็ได้ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กลุ่มเป้าหมายหลักของวีซ่าประเภทนี้คือ:

  • พนักงานบริษัท (Remote Workers): บุคคลที่ได้รับการจ้างงานจากบริษัทที่ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย และสามารถปฏิบัติงานจากระยะไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้
  • ฟรีแลนซ์และผู้ประกอบการ (Freelancers and Entrepreneurs): บุคคลที่เป็นเจ้าของธุรกิจหรือให้บริการในฐานะฟรีแลนซ์กับลูกค้านอกประเทศไทย
  • ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง (Highly-Skilled Professionals): ผู้ที่มีความสามารถเฉพาะทางในด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิทัล หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้จากแหล่งต่างประเทศ

ความพิเศษของวีซ่านี้คือการมอบอิสระในการเดินทาง โดยมีอายุวีซ่าถึง 5 ปี และอนุญาตให้เข้า-ออกประเทศได้ไม่จำกัดครั้ง ในแต่ละครั้งที่เดินทางเข้าประเทศ จะสามารถพำนักได้เป็นเวลา 180 วัน และสามารถยื่นขอต่ออายุได้อีก 180 วัน ทำให้ในทางปฏิบัติแล้ว ผู้ถือวีซ่าสามารถพำนักในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีก่อนที่จะต้องเดินทางออกและกลับเข้ามาใหม่

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

การเปิดตัววีซ่า DTV ไม่ใช่เพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เป้าหมายหลักประกอบด้วย:

  1. การกระตุ้นเศรษฐกิจ: การดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad ซึ่งมีกำลังซื้อสูงเข้ามาพำนักระยะยาว จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งในด้านที่พักอาศัย อาหาร การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองรองที่มีศักยภาพ
  2. การสร้าง Hub เทคโนโลยี: การมีบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศ จะช่วยสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย
  3. การส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ: การเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อ Digital Nomad จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่ทันสมัย เปิดกว้าง และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานยุคใหม่

เจาะลึกเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้สมัคร

เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับวีซ่า DTV เป็นบุคคลที่มีศักยภาพและสามารถดูแลตนเองได้ตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย รัฐบาลจึงได้กำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้สมัครไว้อย่างชัดเจนและโปร่งใส ผู้ที่สนใจจำเป็นต้องเตรียมเอกสารและตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำร้อง

คุณสมบัติพื้นฐานที่ต้องมี

ผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดเบื้องต้นดังต่อไปนี้:

  • อายุ: ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคำร้อง
  • สถานะการทำงาน: ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าทำงานให้กับบริษัทที่จดทะเบียนนอกประเทศไทย หรือเป็นเจ้าของกิจการที่ดำเนินงานในต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ในประเทศไทย
  • ประวัติการเดินทาง: ต้องไม่มีประวัติการอยู่เกินกำหนด (Overstay) ในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเคารพกฎหมายและข้อบังคับของประเทศ

หลักฐานทางการเงิน: ข้อกำหนดที่ชัดเจน

หนึ่งในเกณฑ์การพิจารณาที่สำคัญที่สุดคือความมั่นคงทางการเงิน ผู้สมัครจะต้องแสดงหลักฐานว่ามีความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเองในระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศไทย โดยมีข้อกำหนดดังนี้:

ผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารประมาณ 500,000 บาท (เทียบเท่าประมาณ 13,600–14,500 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือแสดงหลักฐานรายได้ต่อเดือนประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อกำหนดนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ถือวีซ่าจะไม่เป็นภาระต่อสังคมและสามารถดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

เอกสารสำคัญและการติดตามครอบครัว

นอกเหนือจากคุณสมบัติส่วนบุคคลและหลักฐานทางการเงินแล้ว ผู้สมัครจะต้องเตรียมเอกสารสำคัญอื่นๆ ประกอบการพิจารณาด้วย ได้แก่:

  • หนังสือเดินทาง: ต้องมีอายุคงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนนับจากวันที่ยื่นขอวีซ่า
  • ประกันสุขภาพ: ต้องมีกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่พำนัก

นอกจากนี้ วีซ่า DTV ยังอำนวยความสะดวกให้ผู้สมัครสามารถนำครอบครัวมาพำนักด้วยได้ โดยคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและบุตรที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถยื่นขอวีซ่าประเภทผู้ติดตามได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดผู้เชี่ยวชาญที่มีครอบครัวให้ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานในการทำงาน

สิทธิประโยชน์ทางภาษี: กลไกสำคัญที่ต้องรู้

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของวีซ่า ‘Digital Nomad’ ใหม่ คือสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า “อยู่ไทย 5 ปี ไม่เสียภาษี?” ได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ “เป็นไปได้” ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ์นี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจหลักการและวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ

หลักการสำคัญ: “เงินได้จากต่างประเทศที่ไม่นำเข้าในปีภาษีเดียวกัน”

หัวใจของสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ถือวีซ่า DTV อยู่ที่หลักการของประมวลรัษฎากรไทย ซึ่งกำหนดว่า เงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นจากแหล่งนอกประเทศไทย จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยก็ต่อเมื่อ:

  1. ผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (พำนักในไทยรวมกันถึง 180 วันในปีภาษีนั้น)
  2. และ เงินได้นั้นถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันกับปีที่เกิดรายได้

ดังนั้น สำหรับ Digital Nomad ที่มีรายได้จากนายจ้างหรือลูกค้าในต่างประเทศ หากไม่มีการโอนเงินรายได้นั้นเข้ามาในบัญชีธนาคารในประเทศไทยภายในปีภาษี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม) ที่ได้รับเงินนั้นมา ก็จะไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยสำหรับเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถพำนักและทำงานในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษีจากรายได้ที่มาจากต่างประเทศ ตราบใดที่ยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้

ตัวอย่างการบริหารจัดการเงินเพื่อรับสิทธิประโยชน์สูงสุด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาสถานการณ์สมมติ:

สมมติว่า Digital Nomad คนหนึ่งมีรายได้จากบริษัทในสหรัฐอเมริกาตลอดปี 2025 เขาเก็บรายได้ทั้งหมดไว้ในบัญชีธนาคารในต่างประเทศ และใช้จ่ายในประเทศไทยผ่านบัตรเครดิตต่างประเทศ หรือโอนเงินที่จำเป็นสำหรับค่าใช้จ่ายเข้ามาเพียงบางส่วนจากเงินออมเก่าที่ได้รับมาก่อนปี 2025 ในกรณีนี้ รายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2025 จะไม่ถูกนำเข้ามาในปีภาษีเดียวกัน จึงไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีในประเทศไทย

หากต้องการนำรายได้ของปี 2025 เข้ามาใช้ในประเทศไทยโดยไม่เสียภาษี จะต้องรอจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไปจึงจะสามารถโอนเงินนั้นเข้ามาได้ เนื่องจากเป็นการนำเข้าข้ามปีภาษี

กลไกนี้เปิดโอกาสให้ Digital Nomad สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรักษาสภาพคล่องทางการเงินผ่านบัญชีในต่างประเทศ และยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ขณะพำนักในประเทศไทย

ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการยื่นขอวีซ่า

กระบวนการสมัครวีซ่า DTV ถูกออกแบบมาให้มีความคล่องตัวและเข้าถึงง่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สมัครจากทั่วโลก โดยมีช่องทางทั้งแบบออนไลน์และผ่านสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศต่างๆ

ช่องทางการยื่นคำร้อง

ผู้ที่สนใจสามารถเลือกช่องทางการสมัครได้ตามความสะดวก:

  • การยื่นคำร้องออนไลน์: เป็นช่องทางที่สะดวกที่สุด โดยสามารถดำเนินการผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีหมวดหมู่สำหรับผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงโดยเฉพาะ
  • การยื่นคำร้องผ่านสถานทูต/สถานกงสุล: ผู้สมัครสามารถยื่นเอกสารและดำเนินการได้ที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในประเทศที่ตนมีถิ่นพำนัก

ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาดำเนินการ

ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอวีซ่า DTV อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท (เทียบเท่าประมาณ 270–300 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นอัตราที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับวีซ่าประเภทเดียวกันในประเทศอื่น ส่วนระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติจะขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสารและช่องทางที่ยื่นคำร้อง โดยทั่วไปแล้วการยื่นคำร้องออนไลน์มักจะใช้เวลาน้อยกว่า

สรุปภาพรวมวีซ่า Digital Nomad (DTV)

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น สามารถสรุปคุณสมบัติและสิทธิประโยชน์หลักของวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV) ได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางสรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV) สำหรับ Digital Nomads
คุณสมบัติ รายละเอียด
ประเภทวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV) / Digital Nomad Visa
อายุวีซ่า 5 ปี (เข้า-ออกได้หลายครั้ง)
ระยะเวลาพำนักต่อครั้ง 180 วัน (สามารถขยายเวลาได้อีก 1 ครั้ง รวมเป็นสูงสุด 360 วัน)
กลุ่มเป้าหมาย พนักงานบริษัทต่างชาติ, ฟรีแลนซ์, เจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนนอกไทย
ข้อกำหนดทางการเงิน เงินฝากประมาณ 500,000 บาท หรือรายได้เดือนละประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ
สิทธิประโยชน์ทางภาษี ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้จากต่างประเทศที่ไม่นำเข้ามาในปีภาษีเดียวกัน
ค่าธรรมเนียม ประมาณ 10,000 บาท
การติดตามครอบครัว อนุญาตสำหรับคู่สมรสและบุตรอายุต่ำกว่า 20 ปี

ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

การนำวีซ่า DTV มาใช้คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ การหลั่งไหลเข้ามาของบุคลากรทักษะสูงจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในภาคบริการและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่จำกัดอยู่แค่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว นอกจากนี้ การมีกลุ่มคนทำงานจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพ การจัดกิจกรรมสัมมนา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของบุคลากรไทยและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

บทสรุปและแนวโน้มสำหรับอนาคต

วีซ่า ‘Digital Nomad’ ใหม่ หรือ Destination Thailand Visa (DTV) นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์การทำงานสมัยใหม่ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ที่น่าดึงดูด ทั้งการพำนักระยะยาวถึง 5 ปี ความยืดหยุ่นในการเดินทาง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขทางภาษีที่เอื้อประโยชน์อย่างมาก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลกสำหรับกลุ่ม Digital Nomad วีซ่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งอนาคต สำหรับผู้ที่ทำงานทางไกลและมองหาโอกาสในการใช้ชีวิตในต่างแดน วีซ่า DTV ของไทยถือเป็นทางเลือกที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง