Home » รัฐปั้น ‘โดรน’ ฮับอาเซียน! อนุมัติ Sandbox-ลดภาษี BOI

รัฐปั้น ‘โดรน’ ฮับอาเซียน! อนุมัติ Sandbox-ลดภาษี BOI

สารบัญ

รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีโดรนแห่งภูมิภาคอาเซียน การอนุมัติมาตรการสนับสนุนรอบด้าน ทั้งการจัดตั้งพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม และสิทธิประโยชน์ทางภาษีครั้งใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคตให้เกิดขึ้นจริง

  • การอนุมัติ Drone Sandbox: รัฐบาลได้อนุมัติให้จัดตั้งพื้นที่พิเศษในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นสนามทดสอบและพัฒนานวัตกรรมโดรนอย่างครบวงจร
  • สิทธิประโยชน์จาก BOI: คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีครั้งสำคัญ โดยยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • เทคโนโลยีขั้นสูง: มีการเปิดตัวโดรนรบปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ PNX-25 ที่มีความสามารถสูง สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทย
  • การสร้างระบบนิเวศ: มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหลายหน่วยงานเพื่อพัฒนาบุคลากรและสร้างแพลตฟอร์มกลาง (XFAS) รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม
  • เป้าหมายสู่ฮับอาเซียน: มาตรการทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และปักธงให้ไทยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับในระดับภูมิภาค

ภาพรวมยุทธศาสตร์โดรนแห่งชาติ

ยุทธศาสตร์การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมโดรนแห่งอาเซียน เป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยล่าสุดได้มีการอนุมัติมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งพื้นที่ Drone Sandbox และการออกมาตรการลดหย่อนภาษีผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับอย่างเป็นระบบ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การส่งเสริมการใช้งาน แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การวิจัย พัฒนา และผลิตเทคโนโลยีโดรนขึ้นเองภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างชาติและสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาว

นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีโดรนกำลังเข้ามามีบทบาทในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่การเกษตรอัจฉริยะ การขนส่งและโลจิสติกส์ การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงภารกิจด้านความมั่นคง การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ แต่ยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะดึงดูดนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมโดรนในประเทศไทยให้สมบูรณ์และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

มาตรการขับเคลื่อนสำคัญ: Drone Sandbox และ BOI

เพื่อให้เป้าหมายการเป็นฮับโดรนอาเซียนบรรลุผล รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมสองส่วนหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ไปข้างหน้า นั่นคือ การจัดตั้งพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม หรือ Drone Sandbox และการมอบสิทธิประโยชน์พิเศษทางการลงทุนผ่าน BOI

พื้นที่ทดสอบนวัตกรรม (Drone Sandbox) ใน EEC

Drone Sandbox คือพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้พัฒนา นักวิจัย และผู้ประกอบการ สามารถนำอากาศยานไร้คนขับมาทดสอบและสาธิตการใช้งานได้ภายใต้กฎระเบียบที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม การจัดตั้ง Sandbox ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถือเป็นการเลือกที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง เครือข่ายดิจิทัล และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมาก

พื้นที่นี้จะทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบควบคุมการบินอัตโนมัติ, ระบบสื่อสารระหว่างโดรน (Drone-to-Drone Communication), เทคโนโลยีการขนส่งสินค้าด้วยโดรน (Drone Delivery) และการใช้งานโดรนในภารกิจที่ซับซ้อน ซึ่งการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงแต่มีการควบคุม จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากแนวคิดไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและหน่วยงานกำกับดูแลอีกด้วย

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจาก BOI

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติมาตรการส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ในปี 2568 ด้วยงบประมาณกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และอากาศยานไร้คนขับ สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโดรนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3-8 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทและระดับของเทคโนโลยีที่ใช้ในการลงทุน

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ, การพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุม, การประกอบโดรน ไปจนถึงการให้บริการที่ใช้โดรนเป็นเครื่องมือหลัก นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น กิจการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF) ซึ่งจะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการบินและอากาศยานให้ครบวงจรมากขึ้น การลดภาระทางภาษีในช่วงเริ่มต้นธุรกิจจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงินเพื่อนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ตารางสรุปมาตรการสนับสนุนและโครงการสำคัญในอุตสาหกรรมโดรนของไทย
โครงการ/มาตรการ วัตถุประสงค์หลัก รายละเอียดสำคัญ กลุ่มเป้าหมาย
Drone Sandbox เร่งการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม พื้นที่ทดสอบใน EEC พร้อมกฎระเบียบที่ยืดหยุ่น นักพัฒนา, สตาร์ทอัพ, สถาบันวิจัย
สิทธิประโยชน์ BOI ส่งเสริมและดึงดูดการลงทุน ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 3-8 ปี นักลงทุน, ผู้ผลิตชิ้นส่วน, ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์
โครงการ PNX-25 ยกระดับเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดรนรบ UCAV ความเร็วเหนือเสียง, เทคโนโลยี Stealth, ระบบ AI หน่วยงานด้านความมั่นคง, อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
แพลตฟอร์ม XFAS สร้างมาตรฐานและสนับสนุนผู้ประกอบการ แพลตฟอร์มกลางสำหรับบริการโดรนและอากาศยานไร้คนขับ ผู้ให้บริการโดรน, ภาคธุรกิจที่ต้องการใช้บริการ

ศักยภาพเทคโนโลยีโดรนไทย: จากภาคเกษตรสู่การป้องกันประเทศ

ศักยภาพเทคโนโลยีโดรนไทย: จากภาคเกษตรสู่การป้องกันประเทศ

ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีโดรนเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นเองภายในประเทศ ซึ่งเห็นได้จากการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย ตั้งแต่โดรนเพื่อการเกษตรที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับสมรรถนะสูงสำหรับภารกิจด้านความมั่นคง

PNX-25: โดรนรบ AI ก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือการเปิดตัวโดรนรบไร้คนขับ (Unmanned Combat Aerial Vehicle – UCAV) รุ่นใหม่ล่าสุด PNX-25 ซึ่งถือเป็นอาวุธลับชิ้นสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีของไทยในระดับภูมิภาคอาเซียน โดรนรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีความสามารถที่เหนือกว่าโดรนทั่วไปหลายมิติ โดยมีคุณสมบัติเด่นดังนี้:

  • ความเร็วเหนือเสียง (Supersonic): สามารถทำความเร็วได้สูงกว่าความเร็วเสียง ทำให้ยากต่อการตรวจจับและสกัดกั้น
  • เทคโนโลยีล่องหน (Stealth): ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์และใช้วัสดุพิเศษที่สามารถดูดซับคลื่นเรดาร์ ทำให้ตรวจจับได้ยาก
  • ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI): ติดตั้งระบบ AI ที่ช่วยในการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนภารกิจได้แบบเรียลไทม์ สามารถปฏิบัติการได้โดยอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ ลดการพึ่งพาการควบคุมจากภาคพื้นดิน
  • ระบบอาวุธอัจฉริยะ: สามารถติดตั้งระบบอาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง เพื่อใช้ในภารกิจโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์

การพัฒนา PNX-25 ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีศักยภาพในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ซับซ้อน และเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่การผลิตโดรนเชิงพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในอนาคต

การประยุกต์ใช้โดรนในภาคเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากภาคการทหารแล้ว เทคโนโลยีโดรนได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของประเทศ การใช้ โดรนเกษตร ได้เข้ามาปฏิวัติรูปแบบการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เกษตรกรสามารถ:

  • พ่นปุ๋ยและสารเคมีได้อย่างแม่นยำ: ลดการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น ประหยัดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  • สำรวจและวิเคราะห์สุขภาพพืช: โดรนที่ติดตั้งกล้องพิเศษ (Multispectral Camera) สามารถบินสำรวจพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจหาการระบาดของโรคพืชหรือการขาดธาตุอาหารได้อย่างรวดเร็ว
  • เพิ่มผลิตภาพและลดการใช้แรงงาน: การทำงานด้วยโดรนมีความรวดเร็วกว่าการใช้แรงงานคนหลายเท่าตัว ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร

ขณะเดียวกัน ในภาคบริการและโลจิสติกส์ ก็เริ่มมีการนำร่องโครงการใช้โดรนเพื่อการขนส่งสินค้า เช่น โครงการต้นแบบการให้บริการโดรนลำเลียงในจังหวัดภูเก็ตและเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เพื่อจัดส่งเวชภัณฑ์และสินค้าจำเป็นไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือเข้าถึงได้ยาก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์โดยรวม การใช้งานที่หลากหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโดรนเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดรนที่ยั่งยืน

การจะผลักดันให้ไทยเป็นฮับโดรนได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถพึ่งพาแค่เทคโนโลยีหรือมาตรการทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องสร้าง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ แพลตฟอร์มที่สนับสนุนการทำงานร่วมกัน และนโยบายที่ส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

แพลตฟอร์ม XFAS และ MOU พัฒนาบุคลากร

เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม หน่วยงานภาครัฐอย่าง บพข. (หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม) ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมการบินโดยเฉพาะ

ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์มกลางที่มีชื่อว่า XFAS (Cross-Functional Aviation Service Platform) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนผู้ประกอบการโดรนไทยและอากาศยานไร้คนขับในทุกมิติ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค การจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างมาตรฐานการบริการให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

แพลตฟอร์ม XFAS จะช่วยลดอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบบนิเวศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ

ปัจจุบัน การใช้งานโดรนในประเทศไทยยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายหลายประการ เช่น ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่สูง, ความล่าช้าในการซ่อมบำรุงเมื่อเกิดปัญหา และการถ่ายเทข้อมูลที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมและสร้างการยอมรับโดรนที่ผลิตโดยคนไทย

แนวทางสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานและคุณภาพของโดรนสัญชาติไทย ควบคู่ไปกับการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพทัดเทียมหรือดีกว่าของต่างประเทศได้ การลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมโดรนในประเทศไทย

การผสมผสานระหว่างมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่แข็งแกร่ง, การจัดตั้งพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม, การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย กำลังจะนำพาอุตสาหกรรมโดรนของประเทศไทยไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้ ทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการขยายตัวของการประยุกต์ใช้โดรนในภาคส่วนต่างๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในภาคโลจิสติกส์ เราจะได้เห็นการขนส่งสินค้าด้วยโดรนกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และพื้นที่ห่างไกล ในภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดรนจะถูกใช้ในการสำรวจพื้นที่ การตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการ และการบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงาน ในขณะที่ภาคบริการสาธารณะ จะมีการนำโดรนมาใช้ในภารกิจกู้ภัย การตรวจตราการจราจร และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การลงทุนจาก BOI จะดึงดูดให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีโดรนระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานที่มีทักษะสูงและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในขณะที่ Drone Sandbox จะกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยปัจจัยสนับสนุนทั้งหมดนี้ ประเทศไทยจึงมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำและศูนย์กลางของอุตสาหกรรมโดรนในอาเซียนได้อย่างแน่นอน

บทสรุป และก้าวต่อไป

การที่รัฐบาลอนุมัติโครงการ Drone Sandbox พร้อมออกมาตรการลดหย่อนภาษีผ่าน BOI ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการผลักดันอุตสาหกรรมโดรนและอากาศยานไร้คนขับให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ การดำเนินการอย่างครบวงจรตั้งแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการวิจัย, การจูงใจด้วยสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน, การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงการสร้างบุคลากรและแพลตฟอร์มสนับสนุน เป็นยุทธศาสตร์ที่วางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในการพัฒนาโดรนรบ PNX-25 และการขยายผลการใช้งานโดรนในภาคเกษตรและบริการ พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ความท้าทายต่อไปคือการเร่งสร้างการยอมรับและส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างชาติและสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง การผนึกกำลังกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในครั้งนี้ กำลังจะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมโดรนแห่งอาเซียน ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด