กองทุน TESG: ลดภาษี + ลงทุนเพื่ออนาคตยั่งยืน
การลงทุนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังขยายไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กองทุน TESG หรือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์แนวคิดนี้ได้อย่างลงตัว โดยผสมผสานโอกาสในการเติบโตจากการลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืนเข้ากับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
- การลงทุนที่ยั่งยืน: กองทุน TESG เน้นลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล)
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี
- เงื่อนไขไม่ซับซ้อน: มีระยะเวลาถือครองหน่วยลงทุนขั้นต่ำ 5 ปีนับจากวันที่ซื้อ และไม่มีข้อกำหนดการลงทุนขั้นต่ำหรือการซื้อต่อเนื่องทุกปี
- เพิ่มวงเงินลดหย่อน: เป็นสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเติมจากวงเงินลดหย่อนของกองทุน SSF และ RMF ทำให้สามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาพรวมของกองทุน TESG
กองทุน TESG: ลดภาษี + ลงทุนเพื่ออนาคตยั่งยืน คือแนวคิดหลักของกองทุนรวมประเภทใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างรับผิดชอบในประเทศไทย โดยมีชื่อเต็มว่า กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถนำเงินไปสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านความยั่งยืน การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ไม่เพียงแต่คาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว แต่ยังเป็นการสะท้อนความต้องการของนักลงทุนที่อยากเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้การสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในวงกว้างมากขึ้น
ความสำคัญของกองทุน TESG เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในยุคที่กระแสการลงทุนเพื่อความยั่งยืน หรือ ESG Investing ได้รับความนิยมทั่วโลก นักลงทุนบุคคลธรรมดาโดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่อยู่ในฐานภาษีสูง จึงมองหาทางเลือกในการวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กองทุน TESG จึงเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการทั้งสองด้านได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการจัดสรรพอร์ตการลงทุนและการเงินส่วนบุคคลในยุคปัจจุบัน
เจาะลึก: กองทุน TESG คืออะไร?
กองทุน TESG (Thailand ESG Fund) คือ กองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นโดยมีนโยบายหลักในการลงทุนในทรัพย์สินของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน โดยเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการจัดอันดับด้าน ESG ในระดับสูง รวมถึงตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน เช่น ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) และตราสารหนี้เพื่อสังคม (Social Bond) เป้าหมายของกองทุนคือการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวจากการเติบโตของธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ และในขณะเดียวกันก็มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่นักลงทุนบุคคลธรรมดา
กองทุน TESG ไม่ใช่แค่เครื่องมือลดหย่อนภาษี แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงตลาดทุนเข้ากับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนบริษัทที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้โดยตรง
หลักการ ESG: หัวใจสำคัญของ TESG
แก่นแท้ของการลงทุนในกองทุน TESG คือการยึดมั่นในหลักการ ESG ซึ่งเป็นกรอบการพิจารณาการดำเนินงานของบริษัทใน 3 มิติหลัก ดังนี้:
- E – Environmental (สิ่งแวดล้อม): มิตินี้พิจารณาว่าบริษัทมีการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร เช่น นโยบายการใช้พลังงานสะอาด การจัดการของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ บริษัทที่ได้คะแนนสูงในด้านนี้มักจะมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อลดผลกระทบเชิงลบและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
- S – Social (สังคม): มิตินี้เกี่ยวข้องกับวิธีที่บริษัทปฏิบัติต่อพนักงาน ลูกค้า ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมถึงการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ความเป็นธรรมในการจ้างงาน การเคารพสิทธิมนุษยชน ความรับผิดชอบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนโดยรอบ
- G – Governance (บรรษัทภิบาล): มิตินี้คือการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งหมายถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน โครงสร้างคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม และการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญอย่างครบถ้วน บรรษัทภิบาลที่แข็งแกร่งเป็นรากฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนขององค์กร
นโยบายและกลยุทธ์การลงทุน
กองทุน TESG ส่วนใหญ่มีนโยบายการลงทุนแบบเชิงรุก (Active Management) ซึ่งหมายความว่าผู้จัดการกองทุนจะทำการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุนอย่างพิถีพิถัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีชี้วัด (Benchmark) ตามเกณฑ์ที่กำหนด กองทุนจะต้องลงทุนในหุ้นไทยที่ได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ A ขึ้นไป หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนด
โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างพอร์ตการลงทุนของกองทุน TESG อาจแบ่งออกเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ลงทุนในหุ้น ESG และอีก 30% ลงทุนในตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ซึ่งการผสมผสานนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างโอกาสในการเติบโตจากตลาดหุ้นและความมั่นคงจากตราสารหนี้ ทำให้นักลงทุนสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงได้
สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่โดดเด่นของ TESG
จุดดึงดูดที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของกองทุน TESG คือสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งภาครัฐออกมาตรการนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการออมและการลงทุนในระยะยาวที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ การวางแผนภาษีผ่านกองทุน TESG จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องการบริหารจัดการภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีปี 2568
สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุน TESG จะได้รับสิทธิในการนำจำนวนเงินที่ลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้:
- วงเงินลดหย่อน: สามารถลดหย่อนได้ในอัตราสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
- เพดานสูงสุด: จำนวนเงินลดหย่อนสูงสุดต้องไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีภาษี
- วงเงินแยกต่างหาก: วงเงินลดหย่อนภาษีของ TESG เป็นวงเงินพิเศษที่แยกออกจากวงเงินลดหย่อนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ เช่น กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งมีเพดานรวมกันอยู่ที่ 500,000 บาท
นั่นหมายความว่า หากนักลงทุนใช้สิทธิลดหย่อนในกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณเต็มจำนวน 500,000 บาทแล้ว ยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนจาก TESG เพิ่มได้อีกสูงสุด 300,000 บาท ทำให้ยอดลดหย่อนรวมจากกองทุนเหล่านี้อาจสูงถึง 800,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเงินได้และเงื่อนไขอื่น ๆ) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่มีรายได้สูง
เงื่อนไขการถือครองเพื่อรับสิทธิประโยชน์
เพื่อให้ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอย่างสมบูรณ์และไม่ถูกเรียกคืนภาษีย้อนหลัง นักลงทุนจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการถือครองหน่วยลงทุนที่กำหนดไว้ ซึ่งก็คือ ต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม นับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน (นับแบบวันชนวัน) เงื่อนไขนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาวและลดความผันผวนจากการเก็งกำไรในระยะสั้น นอกจากนี้ ข้อดีอีกประการของ TESG คือไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องลงทุนทุกปี และไม่มีข้อกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ ทำให้นักลงทุนมีความยืดหยุ่นในการวางแผนการเงินในแต่ละปีได้เป็นอย่างดี
เปรียบเทียบความแตกต่าง: TESG, SSF และ RMF
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการวางแผนภาษีและการลงทุน การเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของกองทุนลดหย่อนภาษีทั้งสามประเภท จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายและเงื่อนไขของตนเองได้ดียิ่งขึ้น
| คุณสมบัติ | กองทุน TESG | กองทุน SSF | กองทุน RMF |
|---|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | ลงทุนในธุรกิจยั่งยืนของไทย + ลดหย่อนภาษี | การออมระยะยาว + ลดหย่อนภาษี | การออมเพื่อการเกษียณอายุ + ลดหย่อนภาษี |
| วงเงินลดหย่อนภาษี | 30% ของเงินได้, สูงสุด 300,000 บาท (วงเงินแยก) | 30% ของเงินได้, สูงสุด 200,000 บาท | 30% ของเงินได้, สูงสุด 500,000 บาท |
| เพดานวงเงินรวม | ไม่มี (เป็นวงเงินเพิ่มเติม) | รวมกันกับ RMF, PVD, ประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท | |
| ระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ | 5 ปี (นับจากวันซื้อ) | 10 ปี (นับจากวันซื้อ) | 5 ปี (นับจากวันซื้อ) และต้องถือจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ |
| นโยบายการลงทุน | เน้นหุ้นและตราสารหนี้ ESG ของไทย | ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งในและต่างประเทศ | ลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งในและต่างประเทศ |
| เงื่อนไขการซื้อต่อเนื่อง | ไม่มีข้อบังคับ | ไม่มีข้อบังคับ | ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือปีเว้นปี) |
| การลงทุนขั้นต่ำ | ไม่มีข้อบังคับ | ไม่มีข้อบังคับ | ไม่มีข้อบังคับ |
ใครคือกลุ่มเป้าหมายของกองทุน TESG
กองทุน TESG ถูกออกแบบมาให้เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการผสมผสานเป้าหมายทางการเงินเข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคม กลุ่มเป้าหมายหลักสามารถแบ่งได้ดังนี้
ผู้ที่ต้องการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษี
กลุ่มนี้คือนักลงทุนที่มีรายได้สูงและได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุน SSF, RMF และเครื่องมืออื่น ๆ จนใกล้เต็มเพดาน 500,000 บาทแล้ว การมาถึงของ TESG เปรียบเสมือนการเปิดพื้นที่ให้สามารถลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้อีกสูงสุดถึง 300,000 บาท ซึ่งช่วยเพิ่มเงินออมและลดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ
นักลงทุนที่ใส่ใจในความยั่งยืน
นักลงทุนรุ่นใหม่และผู้ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล จะพบว่ากองทุน TESG เป็นช่องทางที่ตอบโจทย์ค่านิยมของตนเอง การลงทุนใน TESG ไม่ใช่แค่การแสวงหาผลกำไร แต่ยังเป็นการใช้พลังของเงินทุนเพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีแนวปฏิบัติที่ดีและร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ
ผู้ที่มองหาการลงทุนระยะกลางถึงยาวในตลาดไทย
ด้วยเงื่อนไขการถือครอง 5 ปี กองทุน TESG จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สามารถลงทุนในระยะกลางได้ และเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การลงทุนในบริษัทเหล่านี้อาจนำมาซึ่งผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว เนื่องจากบริษัทที่มี ESG ที่ดีมักจะมีความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า
กลยุทธ์การเลือกกองทุน TESG สำหรับนักลงทุน
แม้ว่ากองทุน TESG ทั้งหมดจะมีเป้าหมายและกรอบการลงทุนที่คล้ายคลึงกัน แต่ในรายละเอียดของแต่ละกองทุนที่เสนอขายโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่าง ๆ อาจมีความแตกต่างกัน การพิจารณาเลือกกองทุนจึงควรทำอย่างรอบคอบ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
วิเคราะห์นโยบายและสัดส่วนการลงทุน
นักลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนอย่างละเอียด เช่น สัดส่วนการลงทุนระหว่างหุ้นและตราสารหนี้เป็นอย่างไร กองทุนเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษ หรือมีเกณฑ์การคัดเลือกหุ้น ESG ที่เข้มข้นเพียงใด การเลือกกองทุนที่มีนโยบายสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นสิ่งสำคัญ
พิจารณาผลการดำเนินงานย้อนหลังและค่าธรรมเนียม
แม้ว่าผลการดำเนินงานในอดีตจะไม่ใช่เครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคต แต่ก็สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ ควรเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนต่าง ๆ กับดัชนีชี้วัด ควบคู่ไปกับการพิจารณาค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) และค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio) เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่สูงอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนสุทธิในระยะยาว
ศึกษาข้อมูลบริษัทที่กองทุนเข้าลงทุน (Fund Fact Sheet)
การตรวจสอบรายชื่อหลักทรัพย์ 5-10 อันดับแรกที่กองทุนเข้าลงทุน จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเงินลงทุนของตนเองกำลังถูกนำไปสนับสนุนธุรกิจประเภทใด หากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทเหล่านั้น ก็อาจเป็นปัจจัยบวกในการตัดสินใจเลือกลงทุนในกองทุนดังกล่าว
บทสรุป: TESG มิติใหม่ของการลงทุนและการออมภาษี
กองทุน TESG (Thailand ESG Fund) ได้เข้ามาสร้างมิติใหม่ให้กับการวางแผนการเงินส่วนบุคคลในประเทศไทย โดยเป็นเครื่องมือที่ผสานเป้าหมายด้านการลงทุน การลดหย่อนภาษี และการสร้างผลกระทบเชิงบวกไว้อย่างลงตัว ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้วงเงินเพิ่มเติมสูงสุดถึง 300,000 บาทต่อปี และเงื่อนไขการถือครองเพียง 5 ปี ทำให้ TESG กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องการบริหารจัดการภาษีอย่างเต็มประสิทธิภาพ
นอกเหนือจากประโยชน์ด้านภาษีแล้ว หัวใจสำคัญของ TESG คือการส่งเสริมให้เม็ดเงินลงทุนไหลเวียนไปสู่บริษัทที่มีการดำเนินงานอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศอีกด้วย ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและพิจารณาจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่งมายังกองทุน TESG จึงเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนสมัยใหม่ไม่ควรมองข้าม ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของแต่ละกองทุนอย่างถี่ถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง