Home » สรุป Thailand Focus 2025: หุ้นกลุ่มไหนเด่นน่าลงทุน

สรุป Thailand Focus 2025: หุ้นกลุ่มไหนเด่นน่าลงทุน

สารบัญ

งานประชุมนักลงทุนครั้งสำคัญแห่งปี “Thailand Focus 2025” ได้ปิดฉากลงแล้ว ทิ้งไว้ซึ่งข้อมูลเชิงลึกและมุมมองที่น่าสนใจสำหรับทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงโค้งสุดท้ายของปี บทความนี้จะทำการ สรุป Thailand Focus 2025: หุ้นกลุ่มไหนเด่นน่าลงทุน โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากงาน เพื่อฉายภาพกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่มีศักยภาพโดดเด่น ซึ่งอาจเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักลงทุน

จากการรวบรวมข้อมูลและบทวิเคราะห์จากงาน Thailand Focus 2025 พบประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรจับตามอง ดังนี้:

  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี (Infra Tech): กลุ่มนี้กลายเป็นดาวเด่นของงาน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาค โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, ผู้ให้บริการ Data Center, และกลุ่มสื่อสาร
  • หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ยังคงน่าสนใจ: บริษัทชั้นนำของประเทศยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนจากรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมนำเสนอข้อมูลในวันแรกของงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง
  • โอกาสในหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มาก (Laggard): นักวิเคราะห์หลายรายชี้เป้าไปยังหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี แต่ราคายังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวและสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะถัดไป โดยเฉพาะกลุ่มการเงิน โรงพยาบาล และรับเหมาก่อสร้าง
  • sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย: การจัดงาน Thailand Focus ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดกระแสเงินทุนจากต่างชาติ ซึ่งข้อมูลในอดีตชี้ว่าดัชนี SET Index มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงที่มีการจัดงาน

ภาพรวมของงาน Thailand Focus 2025

ภาพรวมของงาน Thailand Focus 2025

งาน Thailand Focus ถือเป็นเวทีโรดโชว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นพื้นที่ให้บริษัทจดทะเบียนของไทยได้นำเสนอข้อมูลศักยภาพและทิศทางการเติบโตแก่นักลงทุนสถาบันทั่วโลก การทำความเข้าใจภาพรวมของงานจะช่วยให้เห็นบริบทและน้ำหนักของข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์

เป้าหมายและความสำคัญของงาน

สำหรับปี 2568 งาน Thailand Focus จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Beyond the Challenges” ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในการก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมีบริษัทจดทะเบียนชั้นนำเข้าร่วมกว่า 75 แห่ง ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มการเงิน, พลังงาน, สื่อสาร, อสังหาริมทรัพย์, ไปจนถึงกลุ่มสุขภาพและเทคโนโลยี

ความสำคัญของงานนี้ไม่ได้อยู่แค่การให้ข้อมูล แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่น (Confidence Building) ครั้งสำคัญ นักลงทุนสถาบันต่างชาติใช้เวทีนี้ในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจมหภาค นโยบายภาครัฐ และศักยภาพของภาคเอกชนไทยโดยตรง การที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างๆ ขึ้นเวทีให้ข้อมูลด้วยตนเอง ช่วยสร้างความโปร่งใสและตอกย้ำวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนระยะยาว

บรรยากาศการลงทุนและเสียงตอบรับ

เสียงตอบรับจากนักลงทุนที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะประเด็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ของภาครัฐ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคต่อไป นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษกับแผนการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation, พลังงานสะอาด และการดูแลสุขภาพเชิงรุก (Preventive Healthcare)

สถิติในอดีตมักชี้ให้เห็นว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกในช่วงก่อนและระหว่างการจัดงาน Thailand Focus ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังและ sentiment เชิงบวกของนักลงทุนต่อข้อมูลที่จะได้รับจากงาน

บรรยากาศเช่นนี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้นที่เกี่ยวข้อง และเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสเงินทุนไหลเข้าในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจบงาน

เจาะลึกกลุ่มหุ้นเด่นที่น่าจับตามอง

จากการรวบรวมข้อมูลจากบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน Thailand Focus 2025 สามารถแบ่งกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามลักษณะและปัจจัยสนับสนุนที่แตกต่างกันไป

กลุ่มหุ้น Laggard ที่ยังมีโอกาสเติบโต

กลุ่ม Laggard หมายถึง หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีศักยภาพในการเติบโต แต่ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดโดยรวม (Underperform) หรือยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้มีมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจและมีช่องว่าง (Upside) ให้ราคาปรับตัวขึ้นได้อีกมาก นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงด้านราคาที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ปรับตัวขึ้นไปมากแล้ว

ตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้:

  • กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี: PTTEP
  • กลุ่มโรงพยาบาล: BDMS
  • กลุ่มการเงิน (Non-bank): MTC, SAWAD
  • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: WHA, AMATA
  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: CK
  • กลุ่มสื่อและบันเทิง: PLANB, ERW

กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ผู้นำตลาด

หุ้นกลุ่มนี้เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศ มีมูลค่าตลาดสูง สภาพคล่องในการซื้อขายดี และเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ การที่ผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้ขึ้นเวทีในวันแรกของงาน (ซึ่งมักเป็นช่วงที่ได้รับความสนใจสูงสุด) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแผนธุรกิจและทิศทางการเติบโตที่ชัดเจน หุ้นในกลุ่มนี้จึงเปรียบเสมือนเสาหลักของตลาดหุ้นไทย

ตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้:

  • กลุ่มค้าปลีกและเครือเจริญโภคภัณฑ์: CPALL, CPAXT
  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์: KTB, SCB
  • กลุ่มบริหารสินทรัพย์: BAM
  • กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว: MINT, THAI
  • กลุ่มโรงพยาบาล: BDMS

กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากธีมหลักของงาน

ธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดในงานปีนี้คือ “โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี” (Infra & Tech) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หุ้นในกลุ่มนี้จึงได้รับ Sentiment เชิงบวกเป็นพิเศษ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่จะเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์ของโลกและนโยบายภาครัฐ

ตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้:

  • กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ: MEDEZE, BCH, BH, PR9
  • กลุ่มการท่องเที่ยวและท่าอากาศยาน: AOT, CENTEL
  • กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยี: ADVANC, TRUE, BBIK, SECURE
  • กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค: GULF, GPSC
  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม: INSET

กลุ่มหุ้นที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในอดีต

นอกเหนือจากธีมการลงทุนแล้ว นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีประวัติการเติบโตของผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอ (Proven Track Record) บริษัทเหล่านี้มักมีความสามารถในการแข่งขันสูง มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างน่าพอใจในระยะยาว การมีสถิติที่สามารถเอาชนะตลาด (Outperform) ในอดีตเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้:

  • กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก: CPN, AWC
  • กลุ่มค้าปลีกไอที: COM7
  • กลุ่มเครื่องดื่ม: CBG
  • กลุ่มการเงิน: MTC
  • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: WHA

ธีมการลงทุนแห่งอนาคต: โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี

ธีมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี (Infra & Tech) ไม่เพียงแต่เป็นกระแสหลักในงาน Thailand Focus 2025 แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า การลงทุนในกลุ่มนี้เปรียบเสมือนการลงทุนในอนาคตของประเทศ โดยสามารถแบ่งย่อยออกเป็นกลุ่มที่น่าสนใจดังนี้

นิคมอุตสาหกรรมและ Data Center

การย้ายฐานการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ความต้องการพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนิคมฯ ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ควบคู่ไปกับเทรนด์การประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud Computing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันให้ความต้องการ Data Center เติบโตแบบก้าวกระโดด

  • หุ้นที่เกี่ยวข้อง: WHA, AMATA (นิคมอุตสาหกรรม), INSET (ผู้ก่อสร้าง Data Center)

กลุ่มสื่อสารและดิจิทัล

โครงข่าย 5G เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ให้บริการเครือข่ายจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทุกอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้าน Digital Transformation ก็กำลังเป็นที่ต้องการสูง เนื่องจากองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

  • หุ้นที่เกี่ยวข้อง: ADVANC, TRUE (ผู้ให้บริการเครือข่าย), BBIK (ที่ปรึกษาด้านดิจิทัล)

กลุ่มพลังงานและไฟฟ้า

ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และโรงงานอุตสาหกรรมไฮเทค ประกอบกับทิศทางของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด ทำให้หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ความมั่นคงทางพลังงานถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนในยุคดิจิทัล

  • หุ้นที่เกี่ยวข้อง: GULF, GPSC
ตารางสรุปกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจจากงาน Thailand Focus 2025 และเหตุผลประกอบการพิจารณา
กลุ่มอุตสาหกรรม เหตุผลที่น่าสนใจ ตัวอย่างหุ้น
หุ้น Laggard ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นไม่มาก มี Valuation น่าสนใจ และมีโอกาสฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ PTTEP, BDMS, MTC, SAWAD, WHA, AMATA, CK
หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) เป็นผู้นำตลาด มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบัน CPALL, CPAXT, KTB, BAM, MINT, THAI, SCB
โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล และเมกะเทรนด์ของโลก WHA, AMATA, INSET, ADVANC, TRUE, BBIK
พลังงานและสาธารณูปโภค ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมไฮเทคและ Data Center GULF, GPSC
การแพทย์และสุขภาพ เข้าสู่สังคมสูงวัยและเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงรุก เป็นกลุ่ม Defensive ที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ BCH, BH, PR9, MEDEZE
ท่องเที่ยวและบริการ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ AOT, CENTEL, MINT, ERW

ปัจจัยบวกที่สนับสนุนตลาดหุ้นไทย

นอกเหนือจากข้อมูลรายกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว งาน Thailand Focus 2025 ยังได้ตอกย้ำถึงปัจจัยมหภาคและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นแรงหนุนให้กับตลาดหุ้นไทยโดยรวม

ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบัน

การจัดงานในลักษณะนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่น การที่นักลงทุนสถาบันจากทั่วโลกเดินทางมารับฟังข้อมูลโดยตรง แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่มีต่อตลาดหุ้นไทย และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การทบทวนน้ำหนักการลงทุน ซึ่งอาจส่งผลให้มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาในตลาดได้ในระยะต่อไป

นโยบายภาครัฐและการส่งเสริม New S-Curve

ความชัดเจนของนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแพทย์ขั้นสูง เป็นปัจจัยบวกที่จับต้องได้ นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทจดทะเบียนในประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน

หลายบริษัทจดทะเบียนของไทยได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างน่าพอใจ แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ โครงการริเริ่มต่างๆ เช่น โครงการ “Jump+” ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและผลักดันการเติบโตของกำไร ประกอบกับแนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่อาจต่ำลงในอนาคต จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนมูลค่าหุ้นให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สรุปมุมมองและกลยุทธ์การลงทุน

โดยสรุป จากงาน Thailand Focus 2025 สามารถเห็นภาพทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นและน่าจับตามองหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ที่เป็นดาวเด่นและเป็นธีมการลงทุนแห่งอนาคต, กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ที่ยังคงเป็นแกนหลักที่มั่นคงของพอร์ตการลงทุน, และ กลุ่มหุ้น Laggard ที่มีโอกาสฟื้นตัวและสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ

ข้อมูลที่ได้จากงานนี้ถือเป็นข้อมูลตั้งต้นที่มีคุณภาพสำหรับการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม สภาวะตลาดและปัจจัยแวดล้อมยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ และประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ข้อมูลจากงาน Thailand Focus 2025 ได้มอบกรอบแนวคิดและชี้เป้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนที่ดีในช่วงที่เหลือของปี