ลาก่อนเงินสด! รัฐประกาศใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในภาคการเงิน ด้วยการประกาศเดินหน้าโครงการเงินบาทดิจิทัลสำหรับภาคประชาชนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการผลักดันประเทศสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- สถานะเทียบเท่าเงินสด: บาทดิจิทัล หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีสถานะเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) เทียบเท่ากับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในปัจจุบัน
- โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคต: เป้าหมายหลักคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเร็ว และความปลอดภัยในการทำธุรกรรม ลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ และรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ
- ก้าวสู่สังคมไร้เงินสด: การประกาศใช้งานทั่วประเทศเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งอาจส่งผลให้การใช้ธนบัตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า
- แตกต่างจากเงินดิจิทัลประเภทอื่น: บาทดิจิทัลมีความแตกต่างจากเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) และสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโทเคอร์เรนซี เนื่องจากเป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง ทำให้มีความเสี่ยงต่ำที่สุดและมีเสถียรภาพด้านมูลค่า
การประกาศนโยบาย ลาก่อนเงินสด! รัฐประกาศใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเงินของไทยให้สอดรับกับกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลโลก สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกใหม่ในการชำระเงิน แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการดำเนินธุรกิจ และโครงสร้างของอุตสาหกรรมการเงินโดยรวม
การมาถึงของยุคใหม่แห่งการเงิน: ทำไมบาทดิจิทัลจึงสำคัญ?
ในโลกที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต ระบบการเงินก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไป การเกิดขึ้นของ “บาทดิจิทัล” ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับระบบนิเวศทางการเงินแห่งอนาคต ความสำคัญของโครงการนี้สามารถพิจารณาได้จากหลายมิติ ทั้งในมุมของผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไป
เหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาบาทดิจิทัลคือความต้องการแก้ไขข้อจำกัดและอุปสรรคของระบบการเงินในปัจจุบัน แม้ว่าระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังคงมีช่องว่างในด้านต้นทุน ความเร็ว และความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน การโอนเงินข้ามเครือข่ายหรือการชำระเงินระหว่างแพลตฟอร์มที่ต่างกันอาจยังมีความล่าช้าและมีค่าธรรมเนียมแฝงอยู่ บาทดิจิทัลถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “ราง” กลางทางการเงินที่เปิดให้ผู้ให้บริการทุกรายสามารถเชื่อมต่อและทำธุรกรรมได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ช่วงเวลาของการประกาศใช้งานทั่วประเทศในครั้งนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ภายในปี 2568 ซึ่งครอบคลุมการยกระดับศักยภาพของธุรกิจและบริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Internet of Things (IoT) และเครือข่าย 5G บาทดิจิทัลจึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้สมบูรณ์ โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่มีความซับซ้อนและต้องการความรวดเร็วสูง
ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงนี้คือประชากรทุกคน ตั้งแต่บุคคลทั่วไปไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยและบริษัทขนาดใหญ่ สำหรับประชาชนทั่วไป บาทดิจิทัลจะมอบประสบการณ์การใช้จ่ายที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือหรือกระเป๋าเงินดิจิทัล (e-Wallet) ขณะที่ภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการทำธุรกรรมที่ลดลง การกระทบยอดบัญชีที่ง่ายขึ้น และโอกาสในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทำความรู้จัก ‘บาทดิจิทัล’ (CBDC) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เพื่อให้เข้าใจถึงศักยภาพและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ การทำความเข้าใจในนิยาม ลักษณะเฉพาะ และความแตกต่างของบาทดิจิทัลเมื่อเทียบกับเงินรูปแบบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
นิยามและความหมายของบาทดิจิทัล
บาทดิจิทัล หรือที่เรียกในทางสากลว่า Central Bank Digital Currency (CBDC) คือ สกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของประเทศ มีคุณสมบัติสำคัญคือเป็นเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
หัวใจสำคัญของบาทดิจิทัลคือการมีมูลค่าคงที่ โดย 1 บาทดิจิทัล จะมีมูลค่าเท่ากับ 1 บาทของเงินสดเสมอ ทำให้ไม่มีความผันผวนด้านราคาเหมือนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ ในทางเทคนิค บาทดิจิทัลจะถูกบันทึกในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บนระบบที่บริหารจัดการโดยธนาคารกลาง ผู้ใช้งานจะสามารถถือครองและทำธุรกรรมผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ที่เชื่อมต่อกับระบบกลางนี้ได้โดยตรง
บาทดิจิทัลไม่ได้มาเพื่อแทนที่เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ แต่มาเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการชำระเงินที่เทียบเท่าเงินสด โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสาธารณะที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน
เปรียบเทียบความแตกต่าง: บาทดิจิทัล, เงินอิเล็กทรอนิกส์, และคริปโทเคอร์เรนซี
แม้จะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเหมือนกัน แต่บาทดิจิทัลมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่เราคุ้นเคยในแอปพลิเคชันชำระเงินต่าง ๆ และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคริปโทเคอร์เรนซี การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพบทบาทและตำแหน่งของบาทดิจิทัลในระบบการเงินได้ชัดเจนขึ้น
| คุณสมบัติ | บาทดิจิทัล (CBDC) | เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) | คริปโทเคอร์เรนซี |
|---|---|---|---|
| ผู้ออก (Issuer) | ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) | สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (ภาคเอกชน) | ไม่มีผู้ออกกลาง (ระบบกระจายศูนย์) |
| สถานะทางกฎหมาย | ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) | ไม่ใช่ Legal Tender แต่เป็นที่ยอมรับในการชำระค่าสินค้าและบริการ | ไม่ใช่ Legal Tender และมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ |
| ความรับผิดชอบ | เป็นหนี้สินของธนาคารกลาง | เป็นหนี้สินของบริษัทเอกชนผู้ออก | ไม่มีผู้รับผิดชอบโดยตรง |
| ความเสี่ยง | ความเสี่ยงต่ำที่สุด (ความเสี่ยงระดับประเทศ) | มีความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออก | มีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งด้านราคา, การดำเนินงาน และกฎหมาย |
| เสถียรภาพมูลค่า | มีเสถียรภาพสูง (1 บาทดิจิทัล = 1 บาท) | มีเสถียรภาพสูง (ผูกกับเงินบาท 1:1) | มีความผันผวนสูงมาก |
เส้นทางการพัฒนาและเป้าหมายของโครงการบาทดิจิทัลในประเทศไทย
การประกาศใช้งานบาทดิจิทัลทั่วประเทศในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลมาจากการศึกษา ค้นคว้า และทดสอบอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้มีความพร้อม มั่นคง และสามารถตอบโจทย์ของประเทศได้อย่างแท้จริง
จากโครงการอินทนนท์สู่การใช้งานระดับรายย่อย
ประเทศไทยเริ่มศึกษาและทดลองใช้ CBDC มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผ่านโครงการที่มีชื่อว่า “อินทนนท์” ซึ่งในระยะแรกเป็นการทดสอบ CBDC ในระดับสถาบันการเงิน หรือที่เรียกว่า Wholesale CBDC โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโอนเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์ ลดขั้นตอนและต้นทุนในระบบการชำระเงินขนาดใหญ่ โครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและได้ขยายผลไปสู่การทดสอบการโอนเงินข้ามประเทศร่วมกับธนาคารกลางอื่น ๆ
จากความสำเร็จในระดับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ต่อยอดการพัฒนามาสู่ CBDC สำหรับภาคประชาชน หรือ Retail CBDC ซึ่งก็คือ “บาทดิจิทัล” ที่กำลังจะเปิดใช้งานทั่วประเทศนี่เอง โดยได้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Test) ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เพื่อทดสอบการนำไปใช้งานในสถานการณ์จริง ครอบคลุมกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การชำระเงินทั่วไป (Payment), การโอนเงิน (Fund Transfer), และการใช้งานในเชิงนวัตกรรมที่ซับซ้อนขึ้น
วัตถุประสงค์หลักของการนำบาทดิจิทัลมาใช้
การนำบาทดิจิทัลมาใช้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้ก้าวไปอีกขั้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังต่อไปนี้:
- เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว: บาทดิจิทัลจะช่วยให้การทำธุรกรรมการเงินภายในประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วแบบทันที (Real-time) ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ลดขั้นตอนและความซับซ้อนในการชำระเงินและการโอนเงิน โดยเฉพาะการทำธุรกรรมระหว่างผู้ให้บริการต่างค่าย
- เพิ่มความปลอดภัยและลดต้นทุน: การใช้เงินในรูปแบบดิจิทัลจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินสด เช่น ปัญหาเงินปลอม การนับและจัดเก็บเงินสด รวมถึงต้นทุนในการบริหารจัดการธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ของทั้งระบบเศรษฐกิจ
- รองรับนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคต: บาทดิจิทัลถูกออกแบบให้สามารถตั้งโปรแกรมได้ (Programmability) ซึ่งจะเปิดประตูสู่การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น การจ่ายเงินที่เชื่อมโยงกับเงื่อนไขบางอย่าง (Conditional Payment) หรือการทำธุรกรรมที่เชื่อมต่อกับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ (Tokenized Assets) ได้อย่างราบรื่น
- ยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion): บาทดิจิทัลจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานได้ง่ายขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือ ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันมากขึ้น
ผลกระทบและโอกาสในยุคสังคมไร้เงินสด
การมาถึงของบาทดิจิทัลจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง นำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ สำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมรับมือ
การประยุกต์ใช้บาทดิจิทัลในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ
ในชีวิตประจำวัน การใช้จ่ายผ่านบาทดิจิทัลจะมีความสะดวกและคล่องตัวสูง โดยจะสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Mobile Banking ของธนาคาร หรือแอปพลิเคชัน e-Wallet ต่างๆ ทำให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ว่าจะใช้บริการของค่ายใดก็ตาม สิ่งนี้จะช่วยลดปัญหาความไม่เข้ากันของระบบและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน
สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) บาทดิจิทัลจะช่วยลดต้นทุนการรับชำระเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการรับบัตรเครดิต หรือต้นทุนการจัดการเงินสด นอกจากนี้ ความสามารถในการตั้งโปรแกรมของบาทดิจิทัลยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถสร้างสรรค์โปรโมชันหรือโปรแกรมส่งเสริมการขายที่มีความซับซ้อนและเป็นอัตโนมัติได้มากขึ้น เช่น การจ่ายเงินคืนหรือให้ส่วนลดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ทันที
ความท้าทายและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) การที่ธุรกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นบนโลกดิจิทัลทำให้ระบบต้องมีความแข็งแกร่งในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ การฉ้อโกง และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญสูงสุด
นโยบายการผลักดันบาทดิจิทัลจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศโดยรวม รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้แก่ประชาชน (Digital Literacy) เกี่ยวกับการทำธุรกรรมดิจิทัลอย่างปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมั่นใจและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
Stablecoins และบทบาทในระบบนิเวศการเงินดิจิทัล
นอกเหนือจากบาทดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางแล้ว ในระบบนิเวศการเงินดิจิทัลยังมีการเกิดขึ้นของสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ ที่อิงกับเงินบาท เช่น สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ที่มีเงินบาทค้ำประกันในอัตรา 1:1 ยกตัวอย่างเช่น THBX ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตที่สามารถนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มที่รองรับได้
การมีอยู่ของ Stablecoin เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มและความต้องการใช้เงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องแยกแยะคือ Stablecoin ที่ออกโดยภาคเอกชนนั้นมีความเสี่ยงที่แตกต่างจากบาทดิจิทัลของธนาคารกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกและการกำกับดูแล การเกิดขึ้นของบาทดิจิทัลจะเป็นมาตรฐานกลางที่ปลอดภัยและช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบนิเวศการเงินดิจิทัลโดยรวม
อนาคตการเงินไทย: ก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ
สรุปได้ว่า การประกาศนโยบาย ลาก่อนเงินสด! รัฐประกาศใช้ ‘บาทดิจิทัล’ ทั่วประเทศ ถือเป็นการปฏิวัติระบบการชำระเงินของไทยครั้งสำคัญ บาทดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงแค่เงินในรูปแบบใหม่ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่จะเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคต การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างระบบการเงินที่รวดเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรมใหม่ๆ
การเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัวและเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ภาคธุรกิจควรเริ่มศึกษาแนวทางการนำบาทดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่ประชาชนทั่วไปควรเตรียมพร้อมรับประสบการณ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในไม่ช้า นี่คือก้าวแรกบนเส้นทางสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำพาประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่แห่งการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างแท้จริง