Home » วันประมงแห่งชาติ! อนาคตประมงไทย-ทะเลจะยั่งยืน?

วันประมงแห่งชาติ! อนาคตประมงไทย-ทะเลจะยั่งยืน?

สารบัญ

วันที่ 21 กันยายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันประมงแห่งชาติ ซึ่งเป็นมากกว่าวันเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนสถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมประมงไทย ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบระหว่างประเทศ คำถามถึงความยั่งยืนของท้องทะเลไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ประเด็นสำคัญของอนาคตประมงไทย

  • ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์: วันประมงแห่งชาติ (21 กันยายน) เป็นวันสถาปนากรมประมง และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 6 ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของอาชีพประมงที่มีต่อสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
  • ความท้าทายรอบด้าน: อุตสาหกรรมประมงไทยเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน ทั้งจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) และผลกระทบที่รุนแรงจากภาวะโลกร้อนต่อทรัพยากรทางทะเล
  • ทิศทางสู่นวัตกรรม: แนวทางการพัฒนาประมงไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
  • หัวใจคือความยั่งยืน: เป้าหมายสูงสุดคือการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน การฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล และการส่งเสริมคุณภาพสินค้าประมงให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจในระยะยาว

ความท้าทายและทิศทางของอุตสาหกรรมประมง

สำหรับคำถามที่ว่า วันประมงแห่งชาติ! อนาคตประมงไทย-ทะเลจะยั่งยืน? นับเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความท้าทายและโอกาสของภาคการประมงไทยในปัจจุบัน วันที่ 21 กันยายนไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญในการประเมินแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและน้ำจืดของประเทศ อุตสาหกรรมนี้ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจและเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการส่งออก ไปจนถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น ทิศทางในอนาคตจึงจำเป็นต้องมุ่งสู่ความยั่งยืนผ่านการใช้นวัตกรรมและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ความสำคัญและที่มาของวันประมงแห่งชาติ

ความสำคัญและที่มาของวันประมงแห่งชาติ

การทำความเข้าใจถึงอนาคตของการประมงไทย จำเป็นต้องย้อนกลับไปมองถึงรากฐานและความสำคัญของวันประมงแห่งชาติ ซึ่งมีนัยยะมากกว่าการเป็นเพียงวันหยุดราชการ แต่ยังเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และวิสัยทัศน์ในการพัฒนาทรัพยากรของชาติ

จุดเริ่มต้นแห่งการประมงไทย

วันประมงแห่งชาติตรงกับวันที่ 21 กันยายนของทุกปี เพื่อรำลึกถึงวันสถาปนากรมรักษาสัตว์น้ำ ซึ่งปัจจุบันคือ “กรมประมง” เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ การก่อตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ วัตถุประสงค์หลักของการกำหนดวันนี้ขึ้นมาคือเพื่อสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวประมงไทย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการผลิตอาหารทะเลหล่อเลี้ยงประชากร และเพื่อเชิดชูความสำคัญของอาชีพประมงที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคม

บทบาทในยุคปัจจุบัน

ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป บทบาทของวันประมงแห่งชาติได้ขยายขอบเขตไปมากกว่าการรำลึกถึงอดีต แต่ได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการสื่อสารนโยบายและทิศทางการพัฒนาภาคการประมงของประเทศไปสู่สาธารณชน เป็นวันที่หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ ชาวประมง และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันตระหนักถึงความท้าทายใหม่ๆ เช่น ปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจในที่มาของอาหารทะเลมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นทั่วประเทศ เช่น การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การจัดนิทรรศการนวัตกรรมการประมง และการให้ความรู้ด้านการทำประมงอย่างรับผิดชอบ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางน้ำอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ประมงไทย: จากวิกฤตสู่โอกาส

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมประมงไทยต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่บังคับให้เกิดการปรับตัวและปฏิรูปอย่างจริงจัง วิกฤตการณ์ต่างๆ ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การแสวงหาโอกาสและแนวทางใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอดและความยั่งยืนในระยะยาว

เผชิญหน้ากับความท้าทาย: IUU Fishing และผลกระทบ

หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU Fishing (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) ซึ่งเคยส่งผลให้ประเทศไทยถูกตักเตือนจากสหภาพยุโรป ปัญหานี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศในเวทีโลก แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจการส่งออกสินค้าประมง และที่สำคัญคือเป็นตัวเร่งให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลไทยลดลงอย่างรวดเร็ว การแก้ไขปัญหา IUU Fishing จึงกลายเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของวงการประมงไทย นำไปสู่การออกกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น การนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และระบบติดตามเรือประมง (VMS) มาใช้อย่างจริงจัง แม้จะเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการทำประมงอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น

ภาวะโลกร้อน: ภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทางทะเล

นอกเหนือจากปัญหาที่เกิดจากมนุษย์ ภัยคุกคามจากธรรมชาติอย่างภาวะโลกร้อนก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รุนแรง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและค่าความเป็นกรด-ด่างของมหาสมุทรยังส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายและวงจรชีวิตของปลาหลายชนิด ทำให้ชาวประมงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการจับสัตว์น้ำ และอาจทำให้ปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจลดลงในระยะยาว การรับมือกับปัญหานี้จึงจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการปรับตัวของชาวประมง เพื่อให้สามารถทำการประมงต่อไปได้ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน

จากวิกฤตต่างๆ ได้นำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการประมงที่ยั่งยืน แนวคิดของงานวันประมงแห่งชาติในปี พ.ศ. 2566 ภายใต้หัวข้อ “98 ปี นวัตกรรมการประมงไทย ก้าวไปสู่ความมั่งคั่ง และยั่งยืน” สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางดังกล่าวอย่างชัดเจน กรมประมงและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้หันมาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบันทึกข้อมูลการจับสัตว์น้ำแบบเรียลไทม์ การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากปลานิลและสาหร่ายทะเล ซึ่งทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากการประมงที่เน้นปริมาณไปสู่การประมงที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน

โมเดลเศรษฐกิจ BCG: เข็มทิศนำทางประมงไทย

เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงภาคการประมง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำพาอุตสาหกรรมนี้ไปสู่อนาคต

แก่นหลักของโมเดล BCG กับการประมง

โมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ได้แก่

  1. Bio-Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ): คือการนำทรัพยากรชีวภาพทางทะเลมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม แทนที่จะขายเป็นเพียงวัตถุดิบราคาถูก ตัวอย่างเช่น การนำส่วนที่เหลือจากการแปรรูปปลามาสกัดเป็นคอลลาเจนหรือน้ำมันปลา การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อผลิตเป็นอาหารสุขภาพหรือส่วนผสมในเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด
  2. Circular-Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน): มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดปริมาณของเสียให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ในภาคการประมง หลักการนี้สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่การออกแบบเครื่องมือประมงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการทิ้งเครื่องมือประมงในทะเล ไปจนถึงการนำของเสียจากฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น การทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ
  3. Green-Economy (เศรษฐกิจสีเขียว): เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประมงยุคใหม่ ซึ่งหมายถึงการทำการประมงที่ไม่เกินศักยภาพการผลิตของธรรมชาติ การฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เช่น ป่าชายเลนและแนวปะการัง และการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตและแปรรูป

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้โมเดล BCG ในการประมง

การนำโมเดล BCG มาปรับใช้ในการประมงไทยได้ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วหลายโครงการ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลานิลให้มีความหลากหลายและมีมูลค่าสูงขึ้น การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ใช้น้ำน้อยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการนำเทคโนโลยีโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้กับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานและได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย ตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวประมง แต่ยังช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าประมงไทยในฐานะผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน

โมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาระบบนิเวศทางทะเล เพื่อให้อาชีพประมงสามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังได้อย่างมั่นคง

ตารางเปรียบเทียบแนวทางการทำประมงแบบดั้งเดิมกับแนวทางประมงยั่งยืนตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG
มิติ การประมงแบบเน้นปริมาณ (ดั้งเดิม) การประมงตามโมเดล BCG (ยั่งยืน)
เป้าหมายหลัก จับสัตว์น้ำให้ได้ปริมาณมากที่สุด สร้างมูลค่าสูงสุดจากทรัพยากร ควบคู่กับการอนุรักษ์
การจัดการทรัพยากร ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ อาจนำไปสู่การประมงเกินขนาด บริหารจัดการอย่างรอบคอบ มีการกำหนดโควต้า และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากร
เทคโนโลยีและนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับสัตว์น้ำ ใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการที่แม่นยำ ลดผลกระทบ และสร้างมูลค่าเพิ่ม
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงสูงต่อการทำลายระบบนิเวศและเกิดของเสีย มุ่งเน้นการลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด (Zero Waste) และฟื้นฟูระบบนิเวศ
มูลค่าผลิตภัณฑ์ เน้นขายเป็นวัตถุดิบ ราคาผันผวนตามตลาด เน้นการแปรรูป สร้างแบรนด์ และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

เป้าหมายหลักเพื่อทะเลไทยที่ยั่งยืน

เพื่อให้แนวคิดเรื่องความยั่งยืนเกิดผลเป็นรูปธรรม กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคง

การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างรอบคอบ

หัวใจสำคัญของการประมงยั่งยืนคือการไม่ใช้ทรัพยากรเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูได้ทัน เป้าหมายนี้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประเมินสถานะของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำหนดปริมาณการจับที่เหมาะสม (Total Allowable Catch) การกำหนดเขตและฤดูทำการประมง (เช่น การปิดอ่าวในช่วงฤดูปลาวางไข่) และการควบคุมชนิดของเครื่องมือประมงที่ได้รับอนุญาต เพื่อลดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนหรือสัตว์น้ำที่ไม่ใช่เป้าหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการความร่วมมือจากชาวประมงในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

การฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและแหล่งน้ำ

นอกจากการควบคุมการใช้ประโยชน์แล้ว การฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรที่เสื่อมโทรมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน กิจกรรมในวันประมงแห่งชาติมักมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นฟู นอกจากนี้ยังรวมถึงโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน การจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล และการรณรงค์ลดขยะทะเล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อให้ระบบนิเวศทางทะเลกลับมาสมบูรณ์และเป็นฐานการผลิตที่ยั่งยืนต่อไป

การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการประมงสมัยใหม่ ตั้งแต่การสำรวจแหล่งปลาด้วยดาวเทียม การใช้โดรนในการสำรวจพื้นที่ชายฝั่ง ไปจนถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบติดตามเรือประมง (VMS) และระบบบันทึกการทำประมงอิเล็กทรอนิกส์ (E-logbook) ที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามและควบคุมการทำประมงได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ นวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดการพึ่งพาทรัพยากรจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

การส่งเสริมสินค้าประมงมาตรฐานสากล

ในตลาดโลกปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป้าหมายของประมงไทยจึงต้องมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจับ การดูแลรักษาสัตว์น้ำบนเรือ การแปรรูปในโรงงานที่ถูกสุขลักษณะ ไปจนถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถบอกที่มาของสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน การได้รับการรับรองมาตรฐานสากลไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

สรุป: อนาคตประมงไทยในมือของทุกคน

วันประมงแห่งชาติเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมประมงต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย จากอดีตที่เผชิญกับวิกฤตการทำประมงเกินขนาดและปัญหา IUU Fishing ปัจจุบันประมงไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญไปสู่การทำประมงที่ยั่งยืน โดยมีโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นเข็มทิศนำทาง และมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน ความสำเร็จในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับทะเลไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงที่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำประมงให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ ผู้ประกอบการที่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และผู้บริโภคที่ต้องตระหนักและเลือกสนับสนุนสินค้าที่มาจากแหล่งทำการประมงที่มีความรับผิดชอบ

ก้าวต่อไปเพื่อความยั่งยืนของท้องทะเล

การเดินทางสู่อนาคตประมงที่ยั่งยืนยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ทิศทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรอบคอบ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการผลักดันด้วยนวัตกรรม คือความหวังที่จะทำให้ท้องทะเลไทยยังคงความอุดมสมบูรณ์ต่อไป การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการประมงสมัยใหม่ การส่งเสริมการบริโภคอาหารทะเลจากแหล่งที่ยั่งยืน และการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรทางทะเล ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยตอบคำถามที่ว่า “อนาคตประมงไทย-ทะเลจะยั่งยืน?” ได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า “ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน” หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง