Home » วีซ่าเกษียณใหม่! รัฐชวนต่างชาติรวยมาใช้ชีวิตในไทย

วีซ่าเกษียณใหม่! รัฐชวนต่างชาติรวยมาใช้ชีวิตในไทย

สารบัญ

ในปี 2568 รัฐบาลไทยได้ประกาศนโยบาย วีซ่าเกษียณใหม่! รัฐชวนต่างชาติรวยมาใช้ชีวิตในไทย อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีฐานะและศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักอาศัยในประเทศไทยในระยะยาว ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงเงื่อนไขของวีซ่าเกษียณอายุที่มีอยู่เดิม แต่ยังรวมถึงการเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ผู้สูงวัยที่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณไปจนถึงนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศผ่านการใช้จ่ายและการลงทุนโดยตรงจากชาวต่างชาติกลุ่มนี้

  • รัฐบาลไทยได้ปรับปรุงวีซ่าเกษียณอายุ (Retirement Visa) และเปิดตัววีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa – LTR) เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีฐานะทางการเงินดี
  • ผู้สมัครวีซ่าเกษียณอายุต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไป พร้อมหลักฐานทางการเงิน เช่น เงินฝากในธนาคารไทย 800,000 บาท หรือรายได้ประจำ 65,000 บาทต่อเดือน
  • วีซ่า LTR มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การลดหย่อนภาษี และระยะเวลาการพำนักที่ยาวนานขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
  • นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านการบริโภคและการลงทุนของชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว
  • ผู้ถือวีซ่าเกษียณอายุมีหน้าที่ต้องรายงานที่อยู่ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 90 วัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย

ภาพรวมนโยบายวีซ่าเพื่อการพำนักระยะยาว

นโยบายวีซ่าเพื่อการพำนักระยะยาวของประเทศไทยถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าของการดึงดูดชาวต่างชาติ จากเดิมที่เน้นนักท่องเที่ยวระยะสั้น มาสู่การสร้างชุมชนชาวต่างชาติคุณภาพที่เข้ามาพำนักและใช้จ่ายในประเทศอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภาคอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การบริโภค และการลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะในจังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพ

กลุ่มเป้าหมายของนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สูงอายุที่ต้องการเกษียณในประเทศที่มีค่าครองชีพสมเหตุสมผลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังกลุ่มนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงจากทั่วโลก รัฐบาลไทยเล็งเห็นว่าการอำนวยความสะดวกให้บุคคลเหล่านี้สามารถเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น จะนำมาซึ่งเม็ดเงินลงทุน องค์ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว การเปิดตัววีซ่า LTR ควบคู่ไปกับการปรับปรุงวีซ่าเกษียณอายุจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

เจาะลึกวีซ่าเกษียณอายุ ประเภท Non-Immigrant O-A

วีซ่าเกษียณอายุ หรือที่รู้จักในชื่อ Non-Immigrant Visa “O-A” (Long Stay) เป็นวีซ่าประเภทที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มชาวต่างชาติสูงวัยที่ต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย วีซ่าประเภทนี้ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับบุคคลที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่เป็นภาระต่อสังคมไทย ผู้ถือวีซ่าจะได้รับอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรไทยได้เป็นระยะเวลา 1 ปี และสามารถต่ออายุได้ทุกปีตราบใดที่ยังคงคุณสมบัติตามที่กำหนด นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสิทธิ์ในการเดินทางเข้า-ออกประเทศได้หลายครั้ง (Multiple Re-entry) ซึ่งมอบความยืดหยุ่นในการเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้าน

คุณสมบัติและเงื่อนไขทางการเงินที่สำคัญ

หัวใจสำคัญของการยื่นขอวีซ่าเกษียณอายุคือการแสดงหลักฐานความมั่นคงทางการเงิน เพื่อให้ทางการไทยมั่นใจว่าผู้สมัครสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเองได้ตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้:

  1. อายุ: ผู้สมัครต้องมีอายุ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยื่นคำร้อง
  2. หลักฐานทางการเงิน: ผู้สมัครต้องเลือกแสดงหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
    • มีเงินฝากในบัญชีธนาคารไทยไม่น้อยกว่า 800,000 บาท โดยต้องคงเงินจำนวนนี้ไว้ในบัญชีเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนยื่นขอวีซ่า และต้องรักษาเงินคงเหลือในระดับที่กำหนดตลอดการพำนัก
    • มีรายได้ประจำต่อเดือน (เช่น เงินบำนาญ) ไม่น้อยกว่า 65,000 บาท โดยต้องมีเอกสารรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตนเอง
    • มีทั้งเงินฝากในบัญชีและรายได้ประจำต่อปีรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 800,000 บาท
  3. สัญชาติ: ผู้สมัครต้องไม่ได้ถือสัญชาติไทย
  4. ข้อห้าม: ต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าเมืองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

เงื่อนไขเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่เข้ามาพำนักในฐานะผู้เกษียณอายุมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

ขั้นตอนและเอกสารประกอบการยื่นขอ

กระบวนการยื่นขอวีซ่าเกษียณอายุนั้นมีความตรงไปตรงมา แต่ต้องอาศัยการเตรียมเอกสารที่ครบถ้วนและถูกต้อง ผู้สมัครจำเป็นต้องรวบรวมเอกสารสำคัญต่างๆ เพื่อยื่นต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในประเทศที่ตนมีถิ่นพำนัก หรือยื่นต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทย (ในกรณีที่พำนักอยู่ในไทยด้วยวีซ่าประเภทอื่นและต้องการเปลี่ยนประเภท) เอกสารหลักที่จำเป็นโดยทั่วไปประกอบด้วย:

  • หนังสือเดินทาง (Passport): ต้องมีอายุใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 18 เดือน
  • แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่า: กรอกข้อมูลครบถ้วนพร้อมติดรูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว
  • หลักฐานทางการเงิน: สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารฉบับจริงพร้อมสำเนา หรือหนังสือรับรองรายได้/เงินบำนาญ
  • ใบรับรองแพทย์: ต้องยืนยันว่าผู้สมัครไม่เป็นโรคต้องห้ามตามกฎกระทรวง (เช่น โรคเรื้อน, วัณโรคในระยะอันตราย, โรคเท้าช้าง, การติดยาเสพติดให้โทษ, โรคซิฟิลิสในระยะที่ 3) และมีอายุไม่เกิน 3 เดือน
  • ใบรับรองประวัติอาชญากรรม: ออกโดยหน่วยงานราชการของประเทศที่ผู้สมัครถือสัญชาติหรือมีถิ่นพำนัก เพื่อยืนยันว่าไม่มีประวัติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย
  • ประกันสุขภาพ: ในบางกรณีอาจต้องมีหลักฐานการทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยตามวงเงินที่กำหนด

การเตรียมเอกสารให้พร้อมจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ข้อบังคับสำคัญ: การรายงานตัวทุก 90 วัน

หนึ่งในข้อปฏิบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ถือวีซ่าเกษียณอายุและวีซ่าระยะยาวประเภทอื่นๆ คือ “การรายงานตัว 90 วัน” ซึ่งเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่ชาวต่างชาติซึ่งพำนักในราชอาณาจักรไทยเกิน 90 วัน ต้องแจ้งที่พักอาศัยปัจจุบันของตนให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบทุกๆ 90 วัน วัตถุประสงค์หลักของข้อบังคับนี้คือเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ของชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

ผู้ถือวีซ่าสามารถดำเนินการรายงานตัวได้หลายช่องทาง เช่น การไปรายงานตัวด้วยตนเองที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่, การมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทน, การส่งเอกสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือการแจ้งผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่สะดวกและได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน การละเลยการรายงานตัวตามกำหนดอาจส่งผลให้ถูกเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย ดังนั้น ผู้พำนักระยะยาวทุกคนจึงต้องให้ความสำคัญและปฏิบัติตามข้อบังคับนี้อย่างเคร่งครัด

วีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa – LTR): ทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

วีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa - LTR): ทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

นอกเหนือจากวีซ่าเกษียณอายุแบบดั้งเดิม รัฐบาลไทยได้เปิดตัวโครงการ วีซ่าผู้พำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa – LTR) ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรุกที่มุ่งดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง 2) ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศที่มีฐานะ 3) ผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work-from-Thailand Professional) และ 4) ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ LTR Visa ถูกออกแบบมาเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าวีซ่าประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประเทศไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับชาวต่างชาติคุณภาพที่ต้องการย้ายมาลงหลักปักฐาน

ความแตกต่างระหว่าง LTR Visa และวีซ่าเกษียณอายุแบบดั้งเดิม

แม้ว่าทั้งสองวีซ่าจะมุ่งเน้นการพำนักระยะยาว แต่ก็มีความแตกต่างที่ชัดเจน วีซ่าเกษียณอายุ (O-A) มีเป้าหมายหลักคือกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยมีเงื่อนไขด้านการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ในขณะที่ LTR Visa มีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่าและมีข้อกำหนดด้านการลงทุนหรือรายได้ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อคัดกรองผู้สมัครที่มีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้มากที่สุด

LTR Visa อนุญาตให้พำนักในประเทศได้นานถึง 10 ปี (ต่ออายุทุก 5 ปี) ในขณะที่วีซ่าเกษียณอายุต้องต่ออายุทุกปี นอกจากนี้ ผู้ถือ LTR Visa ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่วีซ่าเกษียณอายุไม่มี เช่น อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญ, การยกเว้นกฎการจ้างงานคนไทย 4 คนต่อชาวต่างชาติ 1 คน และการได้รับใบอนุญาตทำงานโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญสำหรับกลุ่มคนทำงานและนักลงทุน

สิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพสูง

จุดเด่นที่สุดของ LTR Visa คือสิทธิประโยชน์พิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันกับโปรแกรมวีซ่าของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก สิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้แก่:

  • ระยะเวลาวีซ่า 10 ปี: สร้างความมั่นคงและลดความยุ่งยากในการต่ออายุวีซ่าบ่อยครั้ง
  • ใบอนุญาตทำงาน (Digital Work Permit): อำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี: อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคงที่ 17% สำหรับผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้ที่เกิดจากต่างประเทศสำหรับกลุ่มผู้มั่งคั่งและผู้เกษียณ
  • การรายงานตัว 1 ปี: ขยายระยะเวลาการรายงานตัวจากทุก 90 วัน เป็นทุก 1 ปี ลดภาระด้านธุรการ
  • บริการช่องทางพิเศษ (Fast Track): ที่สนามบินนานาชาติของไทย
  • การอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ: มีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือและบริการด้านต่างๆ โดยเฉพาะ

สิทธิประโยชน์เหล่านี้ทำให้ LTR Visa เป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ และสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพำนักและการลงทุนระยะยาว

เปรียบเทียบวีซ่าเกษียณอายุ (O-A) และวีซ่า LTR

ตารางเปรียบเทียบภาพรวมระหว่างวีซ่าเกษียณอายุ (Non-Immigrant O-A) และวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) เพื่อให้เห็นความแตกต่างในเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์หลัก
หัวข้อเปรียบเทียบ วีซ่าเกษียณอายุ (Non-Immigrant O-A) วีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa)
กลุ่มเป้าหมายหลัก ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ผู้มั่งคั่ง, ผู้เกษียณมีฐานะ, ผู้ทำงานจากไทย, และผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
ระยะเวลาวีซ่า 1 ปี (ต่ออายุได้ปีต่อปี) 10 ปี (ต่ออายุครั้งละ 5 ปี)
เงื่อนไขทางการเงิน (ตัวอย่าง) เงินฝาก 800,000 บาท หรือรายได้เดือนละ 65,000 บาท สินทรัพย์/ลงทุน/รายได้สูง (แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มย่อย)
ใบอนุญาตทำงาน ไม่อนุญาตให้ทำงาน อนุญาตให้ทำงานได้ (Digital Work Permit)
สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยเฉพาะ มีสิทธิประโยชน์ เช่น อัตราภาษีพิเศษ หรือยกเว้นภาษีจากรายได้ต่างประเทศ
การรายงานตัว ทุก 90 วัน ทุก 1 ปี

ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย

การปรับปรุงและเปิดตัวนโยบายวีซ่าเกษียณและวีซ่าพำนักระยะยาวเหล่านี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในหลายมิติ โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวระยะสั้นที่ผันผวน ไปสู่การสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นจากกลุ่มผู้พำนักระยะยาวที่มีกำลังซื้อสูง

การกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ

เมื่อชาวต่างชาติที่มีฐานะย้ายเข้ามาพำนักในประเทศไทย พวกเขาจะนำมาซึ่งการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พักอาศัย (ทั้งการเช่าและการซื้ออสังหาริมทรัพย์), ค่าอาหารและเครื่องดื่ม, ค่าบริการด้านสุขภาพ, การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ, และการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ การใช้จ่ายเหล่านี้จะกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยเฉพาะในจังหวัดเมืองรองที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ๆ

นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาผ่าน LTR Visa ยังมีแนวโน้มที่จะนำเงินทุนและองค์ความรู้เข้ามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพหรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล, การแพทย์ขั้นสูง, และพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก

การมีนโยบายวีซ่าที่ชัดเจนและให้สิทธิประโยชน์ที่แข่งขันได้ จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อนักลงทุนและชาวต่างชาติคุณภาพ การที่ประเทศไทยกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ “บ้านหลังที่สอง” สำหรับผู้คนจากทั่วโลก ไม่เพียงแต่จะดึงดูดเม็ดเงิน แต่ยังช่วยสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับประชาชน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้

ประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญหลายประการ ทั้งวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาหารเลิศรส สถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม ค่าครองชีพที่สมเหตุสมผล และระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ นโยบายวีซ่าเหล่านี้เป็นเหมือนการเปิดประตูต้อนรับให้ชาวโลกได้เข้ามาสัมผัสและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การตอบรับที่ดีจากนานาชาติจะช่วยตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการเกษียณอายุ การทำงานทางไกล และการลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไปในอนาคต

บทสรุปและทิศทางในอนาคต

นโยบาย วีซ่าเกษียณใหม่! รัฐชวนต่างชาติรวยมาใช้ชีวิตในไทย ประจำปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ทั้งวีซ่าเกษียณอายุ (Non-Immigrant O-A) ที่ปรับปรุงใหม่ และวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) ที่มอบสิทธิประโยชน์พิเศษ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้ประเทศไทยโดดเด่นและสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในการดึงดูดบุคลากรและเงินทุนจากทั่วโลก

ความสำเร็จของนโยบายนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการอำนวยความสะดวกและสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณสุขเพื่อรองรับจำนวนผู้พำนักระยะยาวที่เพิ่มขึ้น หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศไทยในทศวรรษหน้า