บินในประเทศแพงขึ้น? สั่งใช้ ‘น้ำมัน SAF’ ลดคาร์บอน
ประเด็นที่ว่าการเดินทางทางอากาศอาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น กำลังเป็นที่จับตามองอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อมีคำถามว่าการบินในประเทศแพงขึ้น? สั่งใช้ ‘น้ำมัน SAF’ ลดคาร์บอน เป็นความจริงหรือไม่ ปรากฏการณ์นี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างต้นทุนของสายการบินและราคาบัตรโดยสารในท้ายที่สุด
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- น้ำมัน SAF คืออะไร: น้ำมัน SAF คือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียน เช่น ขยะเกษตร หรือพืชพลังงาน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการบิน
- ผลกระทบต่อราคาตั๋ว: การผลิตน้ำมัน SAF มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันเครื่องบินแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้สายการบินต้องปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- นโยบายบังคับใช้ในไทย: สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) มีประกาศให้สายการบินในประเทศเริ่มผสมน้ำมัน SAF ในสัดส่วนที่กำหนด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
- เป้าหมายระดับโลก: อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยมี SAF เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
- ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้ SAF สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 65-80% เมื่อเทียบกับน้ำมันฟอสซิล ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการลดโลกร้อน
บทนำสู่ยุคใหม่ของการบินที่ยั่งยืน
อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แรงกดดันจากข้อตกลงระหว่างประเทศและจิตสำนึกของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลและสายการบินต่าง ๆ ต้องเร่งหาแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน หนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากลคือการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF
ในประเทศไทย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ขานรับนโยบายดังกล่าว โดยได้ออกประกาศเตรียมความพร้อมให้สายการบินที่ปฏิบัติการบินในประเทศ เริ่มใช้ส่วนผสมของน้ำมัน SAF ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อการดำเนินงานของสายการบินเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้โดยสารผ่านราคาบัตรโดยสารที่อาจปรับตัวสูงขึ้น การทำความเข้าใจถึงที่มา ความสำคัญ และผลกระทบของการใช้น้ำมัน SAF จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงนักเดินทางทั่วไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับยุคใหม่ของการเดินทางทางอากาศที่ใส่ใจต่อความยั่งยืนมากขึ้น
ทำความรู้จักน้ำมัน SAF: เชื้อเพลิงการบินแห่งอนาคต
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนภาคพื้นดินอีกต่อไป อุตสาหกรรมการบินซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ก็กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมี “น้ำมัน SAF” เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
น้ำมัน SAF คืออะไร?
น้ำมัน SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน คือเชื้อเพลิงเหลวสำหรับเครื่องบินไอพ่น ที่มีคุณสมบัติทางเคมีเกือบจะเหมือนกับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินแบบดั้งเดิม (Jet A-1) แต่มีความแตกต่างที่สำคัญอย่างยิ่งในด้านแหล่งที่มาและกระบวนการผลิต โดยน้ำมัน SAF ไม่ได้ผลิตจากปิโตรเลียมหรือฟอสซิลที่ขุดเจาะจากใต้ดิน แต่ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียนและยั่งยืนหลากหลายชนิด
แหล่งวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิต SAF สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม เช่น:
- ชีวมวลและของเสียทางการเกษตร: เช่น ฟางข้าว, ซังข้าวโพด, กากอ้อย หรือเศษไม้จากอุตสาหกรรมป่าไม้ ซึ่งเป็นการนำของเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม
- พืชพลังงาน: พืชที่ปลูกขึ้นมาเพื่อใช้ผลิตพลังงานโดยเฉพาะ ซึ่งไม่แข่งขันกับพื้นที่เพาะปลูกสำหรับอาหาร เช่น หญ้ามิสแคนทัส หรือต้นสบู่ดำ
- น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil – UCO): การนำน้ำมันที่ใช้แล้วในครัวเรือนหรือภาคอุตสาหกรรมกลับมาแปรสภาพใหม่ ช่วยลดปัญหาขยะและมลพิษ
- ขยะมูลฝอยชุมชน (Municipal Solid Waste – MSW): การนำขยะอินทรีย์จากครัวเรือนมาผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิง
- การดักจับคาร์บอนโดยตรง (Direct Air Capture): เทคโนโลยีขั้นสูงที่ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง แล้วนำมาสังเคราะห์รวมกับไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน (Green Hydrogen) เพื่อสร้างเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-fuel)
หัวใจสำคัญของ SAF คือหลักการ “วงจรคาร์บอน” (Carbon Cycle) กล่าวคือ คาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ของ SAF คือคาร์บอนที่วัตถุดิบ (เช่น พืช) ได้ดูดซับมาจากชั้นบรรยากาศในระหว่างการเจริญเติบโต ทำให้เมื่อพิจารณาตลอดวงจรชีวิต (Life Cycle) ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบไปจนถึงการใช้งาน การปล่อยคาร์บอนสุทธิจะต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก
ข้อดีและศักยภาพของ SAF ต่อสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนมาใช้ SAF นำมาซึ่งประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมหลายประการ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นานาชาติผลักดันนโยบายนี้อย่างจริงจัง
1. การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ: นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุด จากข้อมูลการวิจัยและการทดสอบพบว่า การใช้ SAF สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตได้มากถึง 65-80% เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตจากฟอสซิล ในบางกรณีที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ อาจสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ใกล้เคียง 100%
การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 65-80% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินแบบเดิม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการบินที่ยั่งยืน
2. ความเข้ากันได้กับเครื่องยนต์และโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน: หนึ่งในความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่สำหรับ SAF มีข้อได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากถูกออกแบบมาให้เป็นเชื้อเพลิงแบบ “Drop-in” หมายความว่าสามารถนำไปผสมกับน้ำมัน Jet A-1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้โดยตรงในสัดส่วนสูงสุดถึง 50% โดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ของเครื่องบิน หรือปรับเปลี่ยนระบบการจัดเก็บและเติมเชื้อเพลิงที่สนามบิน ทำให้การเปลี่ยนผ่านสามารถเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่า
3. การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): การใช้วัตถุดิบจากของเสีย เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว หรือขยะเกษตร เป็นการสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่เคยถูกทิ้ง ก่อให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ และส่งเสริมหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปริมาณขยะและลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่
| คุณสมบัติ | น้ำมันเชื้อเพลิงดั้งเดิม (Jet A-1) | น้ำมันเชื้อเพลิงยั่งยืน (SAF) |
|---|---|---|
| แหล่งที่มา | ปิโตรเลียมและฟอสซิล | วัตถุดิบหมุนเวียน (ชีวมวล, ขยะ, พืชพลังงาน) |
| ผลกระทบต่อคาร์บอน (วงจรชีวิต) | ปล่อยคาร์บอนใหม่สู่บรรยากาศ | ลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิได้ 65-80% |
| ต้นทุนการผลิต | ต่ำกว่าเนื่องจากเทคโนโลยีสมบูรณ์แล้ว | สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญในปัจจุบัน |
| ความเข้ากันได้กับเครื่องยนต์ | มาตรฐานการใช้งานปัจจุบัน | ผสมได้สูงสุด 50% โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ |
ผลกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบินและการปรับตัวของอุตสาหกรรม
แม้ว่าน้ำมัน SAF จะมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล แต่การนำมาใช้งานจริงในวงกว้างยังคงมีความท้าทายด้านต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงมาถึงกระเป๋าเงินของผู้โดยสาร
เหตุผลที่ต้นทุน SAF สูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป
ปัจจุบัน ราคาของ SAF สูงกว่าน้ำมัน Jet A-1 แบบดั้งเดิมอยู่หลายเท่าตัว ปัจจัยหลักมาจาก:
- ความซับซ้อนของกระบวนการผลิต: เทคโนโลยีในการเปลี่ยนชีวมวลหรือของเสียให้เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยังมีความซับซ้อนและต้องใช้การลงทุนในโรงงานและอุปกรณ์ที่สูง
- ความจำกัดของวัตถุดิบ: แม้จะมีวัตถุดิบหลากหลาย แต่การรวบรวม ขนส่ง และจัดการวัตถุดิบเหล่านี้ให้มีปริมาณมากพอและมีคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับโรงงานผลิตขนาดใหญ่ ยังคงเป็นความท้าทาย
- การผลิตที่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน (Economies of Scale): ปริมาณการผลิต SAF ทั่วโลกยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมดของอุตสาหกรรมการบิน ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยยังคงสูง เมื่อใดที่การผลิตเพิ่มขึ้นในระดับมหาศาล ต้นทุนจึงจะสามารถลดลงได้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อสายการบินถูกบังคับให้ต้องใช้ SAF ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า เชื้อเพลิงซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของการดำเนินงาน (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตามกลไกตลาด สายการบินมีแนวโน้มที่จะต้องส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาบัตรโดยสารที่สูงขึ้น เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทไว้
มาตรการบังคับใช้ในประเทศไทยและเป้าหมายระดับสากล
การผลักดันให้ใช้ SAF ไม่ใช่การตัดสินใจของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นทิศทางร่วมกันของประชาคมโลก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจน โดยจะเริ่มบังคับให้สายการบินในประเทศต้องมีการผสมน้ำมัน SAF ในสัดส่วนที่กำหนดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วนการผสมขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)
เป้าหมายระยะยาวของอุตสาหกรรมการบินโลกคือการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งการใช้ SAF ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการไปถึงเป้าหมายนั้น ดังนั้น การปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินที่อาจเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มขึ้นของต้นทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของราคาที่สังคมต้องจ่ายเพื่ออนาคตของโลกที่ยั่งยืนมากขึ้น
นโยบายและทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลกสู่ความยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านไปสู่การบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวาระระดับโลกที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่าง ICAO และ IATA ซึ่งได้วางกรอบนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเดินไปในทิศทางเดียวกัน
แนวทางลดคาร์บอนของ ICAO และ IATA
สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้กำหนดแผนงานที่ชัดเจนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยไม่ได้พึ่งพาการใช้ SAF เพียงอย่างเดียว แต่ใช้วิธีการแบบบูรณาการที่ประกอบด้วย 4 เสาหลัก (Four-Pillar Strategy) ได้แก่:
- การพัฒนาเทคโนโลยี (Improved Technology): รวมถึงการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาลง และออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเครื่องบินที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนในระยะยาว
- การปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติการบิน (More Efficient Operations): การวางแผนเส้นทางการบินให้สั้นและตรงที่สุด การบริหารจัดการการจราจรทางอากาศให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดการบินวนรอ และการปรับปรุงขั้นตอนการบินขึ้น-ลง เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น
- การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Improvements): การปรับปรุงสนามบินและระบบนำร่องให้ทันสมัย เพื่อรองรับการจราจรทางอากาศที่หนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความล่าช้า
- มาตรการทางเศรษฐกิจ (Market-Based Measures): รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และโครงการชดเชยและลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) ซึ่งเป็นกลไกที่ให้สายการบินลงทุนในโครงการลดโลกร้อนอื่นๆ เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนของตน
ในบรรดามาตรการทั้งหมด การใช้ SAF ถูกมองว่ามีศักยภาพสูงสุดในการลดคาร์บอนในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากเทคโนโลยีเครื่องบินไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนยังต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษในการพัฒนาและนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์สำหรับเที่ยวบินระยะไกล ดังนั้น การลงทุนและส่งเสริมการผลิต SAF จึงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การลดคาร์บอนในปัจจุบัน
สรุป: อนาคตการบินไทยกับความท้าทายด้านความยั่งยืน
การที่ประเทศไทย โดย กพท. ได้ประกาศนโยบายบังคับใช้ ‘น้ำมัน SAF’ เพื่อลดคาร์บอน ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญและสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน แม้ว่าผลกระทบในระยะสั้นอาจหมายถึงการที่ราคาบินในประเทศแพงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้โดยสารและภาคการท่องเที่ยวต้องเตรียมปรับตัว
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวครั้งนี้คือการลงทุนเพื่ออนาคต การสนับสนุนการใช้ SAF ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบของภาวะโลกร้อน แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการวิจัย พัฒนา และสร้างอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพใหม่ๆ ภายในประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ว่าราคาตั๋วที่สูงขึ้นอาจเป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่าย เพื่อให้การเดินทางทางอากาศสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมสำหรับคนรุ่นต่อไป