ส่อง ‘ภาษีท่องเที่ยว’ 2026 กระทบแผนเที่ยวในประเทศแค่ไหน?
ท่ามกลางกระแสข่าวและการคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ หลายคนอาจกำลังจับตามองประเด็น ส่อง ‘ภาษีท่องเที่ยว’ 2026 กระทบแผนเที่ยวในประเทศแค่ไหน? ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเดินทางพักผ่อนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลนโยบายล่าสุดที่มีการประกาศจนถึงช่วงปลายปี 2568 พบว่าทิศทางของภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าการเก็บภาษีเพิ่มเติมจากนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยมาตรการเด่นที่ถูกนำมาใช้คือโครงการลดหย่อนภาษี ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางอ้อมแทนการเพิ่มภาระโดยตรง
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีท่องเที่ยวปี 2569

- ไม่มีนโยบายเก็บภาษีเพิ่มเติม: จากข้อมูลล่าสุด ยังไม่มีการประกาศนโยบายเก็บ ‘ภาษีท่องเที่ยว’ หรือ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางภายในประเทศในปี 2569
- เน้นมาตรการลดหย่อน: รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในประเทศ โดยมีโครงการ “เที่ยวดี มีคืน” ในช่วงปลายปี 2568 เป็นตัวชูโรง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายผ่านการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- Green Fee ในพื้นที่จำกัด: มีการกล่าวถึงการเก็บค่าธรรมเนียมสีเขียว (Green Fee) อัตราร้อยละ 0.75 สำหรับที่พักในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งจะเริ่มในปี 2569 แต่นโยบายนี้มีขอบเขตจำกัดเฉพาะพื้นที่และมีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ภาษีที่เก็บครอบคลุมทั่วประเทศ
- ผลกระทบเชิงบวกทางอ้อม: แทนที่จะมีภาระเพิ่ม นักท่องเที่ยวที่วางแผนการเดินทางและเข้าเกณฑ์ตามมาตรการของรัฐ อาจได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี ทำให้การวางแผนเที่ยวในประเทศปี 2569 สามารถทำได้อย่างสบายใจโดยไม่มีปัจจัยด้านภาษีใหม่ๆ มากระทบ
ไขข้อข้องใจ ‘ภาษีท่องเที่ยว’ 2569 คืออะไร?
คำว่า “ภาษีท่องเที่ยว” หรือที่บางครั้งถูกเรียกในวงกว้างว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมักจะหมายถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีจากนักท่องเที่ยวเพื่อนำรายได้ไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม หรือใช้เป็นงบประมาณในการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และมีการบังคับใช้ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักมุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นหลัก
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่อมีการคาดการณ์ถึงนโยบายใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 (ค.ศ. 2026) ทำให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักเดินทางชาวไทยว่า “แผนเที่ยวในประเทศจะได้รับผลกระทบหรือไม่?” หลายคนกังวลว่าอาจจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการเดินทางพักผ่อนในจังหวัดต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและรูปแบบการท่องเที่ยวได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อมูลและมาตรการที่ภาครัฐได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบัน กลับพบว่าภาพรวมของนโยบายไม่ได้เป็นไปในทิศทางของการเพิ่มภาระให้กับนักท่องเที่ยวในประเทศ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลกลับเลือกใช้เครื่องมือทางการคลังในเชิงส่งเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น ถือเป็นการสวนกระแสความกังวลและชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายหลักยังคงเป็นการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ดังนั้น ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนในการวางแผนการเดินทางสำหรับปี 2569 และปีต่อๆ ไป
เจาะลึกมาตรการรัฐ: ไม่มีเก็บเพิ่ม มีแต่ช่วยลดหย่อน
แทนที่จะมีการออกมาตรการเก็บภาษีท่องเที่ยวเพิ่มเติมจากคนไทย รัฐบาลได้อนุมัติ 5 มาตรการเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงส่งท้ายปี 2568 ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงการวางแผนในปี 2569 โดยมาตรการที่ส่งผลโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวบุคคลธรรมดามากที่สุดคือโครงการ “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายในภาคธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร
โครงการ “เที่ยวดี มีคืน 2568”: ไฮไลต์กระตุ้นเศรษฐกิจท้ายปี
โครงการ “เที่ยวดี มีคืน” ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการวางแผนการเดินทางและใช้จ่ายภายในประเทศช่วงปลายปี โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่น่าสนใจดังนี้
1. วงเงินลดหย่อนภาษี: ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาทต่อคน โดยแบ่งตามเงื่อนไขการใช้จ่ายและประเภทของใบกำกับภาษี
2. ประเภทค่าใช้จ่ายที่เข้าร่วม: สิทธิประโยชน์นี้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 2 ส่วนหลัก ได้แก่
– ค่าที่พัก: สามารถใช้กับค่าบริการโรงแรม, โฮมสเตย์ที่จดทะเบียนถูกต้อง หรือที่พักประเภทอื่นๆ ที่สามารถออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้
– ค่าอาหารและเครื่องดื่ม: ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในร้านอาหาร รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่บริโภคในร้าน โดยผู้ประกอบการจะต้องเป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกัน
3. เงื่อนไขใบกำกับภาษี: การใช้สิทธิ์ลดหย่อนถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามประเภทของหลักฐาน
– วงเงิน 10,000 บาทแรก: สามารถใช้ใบกำกับภาษีได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ (Paper Invoice) หรือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ก็ได้
– วงเงิน 10,000 บาทถัดไป (ส่วนที่เกินจาก 10,000 บาทแรก): จำเป็นต้องใช้ใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) เท่านั้น นี่เป็นส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
4. ระยะเวลาโครงการ: มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่กำหนด คือตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึง 15 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวส่งท้ายปี
5. ไม่จำกัดพื้นที่: หนึ่งในข้อดีของโครงการนี้คือไม่จำกัดพื้นที่การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้แม้จะเป็นการท่องเที่ยวในจังหวัดที่ตนเองอาศัยอยู่ก็ตาม เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง
สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับ “เมืองรอง”
เพื่อกระจายรายได้และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก โครงการ “เที่ยวดี มีคืน” ได้มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการใช้จ่ายในเมืองรอง โดยมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากการเที่ยวในเมืองหลัก ดังนี้
การคำนวณสิทธิ์ลดหย่อนแบบทวีคูณ: สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในเมืองรองที่กำหนด (55 จังหวัด และบางอำเภอในอีก 15 จังหวัด) นักท่องเที่ยวจะได้รับสิทธิ์ในการคำนวณวงเงินลดหย่อนเป็น 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งหมายความว่า หากมีการใช้จ่าย 20,000 บาท จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาท (20,000 x 1.5) ในขณะที่การใช้จ่ายในเมืองหลักจะสามารถลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท
กลไกนี้เป็นแรงจูงใจทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวพิจารณาเลือกเมืองรองเป็นจุดหมายปลายทางมากขึ้น ช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เหล่านั้นได้รับประโยชน์และสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง
| พื้นที่ท่องเที่ยว | วงเงินลดหย่อนสูงสุด | เงื่อนไขพิเศษ | ระยะเวลาโครงการ |
|---|---|---|---|
| เมืองหลัก | 20,000 บาท | – ส่วนเกิน 10,000 บาทแรกต้องใช้ e-Tax Invoice | 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 |
| เมืองรอง | 30,000 บาท | – คำนวณสิทธิ์ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง (จ่าย 20,000 ลดหย่อนได้ 30,000) | 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 |
แล้ว “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือ Green Fee ปี 2569 ล่ะ?
นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายที่อาจถูกตีความว่าเป็น “ภาษีท่องเที่ยว” รูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือ “ค่าธรรมเนียมสีเขียว” หรือ Green Fee ที่มีกำหนดจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้มีขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
Green Fee เป็นค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 0.75 ที่จะถูกเรียกเก็บจากค่าที่พักในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อนำรายได้ที่คาดว่าจะสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปใช้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายในพื้นที่อุทยานฯ ดังนั้น ผลกระทบของค่าธรรมเนียมนี้จะจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เลือกเข้าพักในที่พักซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเท่านั้น และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่ทั่วไปของประเทศแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นภาษีท่องเที่ยวที่เก็บในวงกว้างซึ่งจะกระทบแผนการเดินทางของคนส่วนใหญ่
ภาษีออกจากราชอาณาจักร พ.ศ. 2526
อีกหนึ่งประเด็นที่อาจสร้างความสับสนคือ “ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร” ที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่เดิมแต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลได้มีประกาศยกเว้นการจัดเก็บภาษีดังกล่าวในทุกกรณีมาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้น ภาษีส่วนนี้จึงไม่เกี่ยวข้องและไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการเดินทางทั้งในและต่างประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน
วิเคราะห์ผลกระทบต่อแผนเที่ยวในประเทศปี 2569
เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบด้าน สามารถสรุปได้ว่าแผนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศสำหรับปี 2569 ของคนไทยไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากนโยบายภาษีใหม่ๆ ในทางตรงกันข้าม กลับมีปัจจัยสนับสนุนที่อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายทางอ้อมได้อีกด้วย
ประการแรก การที่ไม่มีการจัดเก็บภาษีท่องเที่ยวในวงกว้างทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นโดยตรง สามารถวางแผนงบประมาณได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลถึงภาระค่าใช้จ่ายใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ประการที่สอง มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ที่มีขึ้นในช่วงปลายปี 2568 แม้จะเป็นโครงการระยะสั้น แต่ก็สร้างบรรยากาศเชิงบวกและกระตุ้นให้เกิดการวางแผนการเดินทางต่อเนื่องมาจนถึงปี 2569 ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีจะมีเงินเหลือสำหรับนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมอื่นๆ หรือวางแผนทริปต่อไปได้
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง (ประมาณ 1.6%) การที่รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศผ่านนโยบายต่างๆ ถือเป็นสัญญาณที่ดี การเติบโตของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของคนในประเทศ (Local Tourism) ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริการให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
จากข้อมูลล่าสุด ณ ปลายปี 2568 ยังไม่มีนโยบาย ‘ภาษีท่องเที่ยว’ ที่จะสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้กับคนไทยที่วางแผนเที่ยวในประเทศปี 2569 ในทางกลับกัน นโยบายภาครัฐยังคงมุ่งเน้นการส่งเสริมและลดภาระทางอ้อมผ่านการลดหย่อนภาษีเป็นหลัก
ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงสามารถวางแผนการเดินทางสำหรับปี 2569 ได้ด้วยความมั่นใจ โดยอาจใช้โอกาสจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง เพื่อสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ๆ และได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการของภาครัฐ
สรุป: วางแผนเที่ยวปี 2569 ได้อย่างสบายใจ
โดยสรุป ข้อกังวลเกี่ยวกับ ‘ภาษีท่องเที่ยว’ ที่อาจกระทบต่อแผนการเดินทางในประเทศปี 2569 นั้น จากข้อมูลนโยบายของภาครัฐที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน พบว่ายังไม่มีการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวในวงกว้างที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวชาวไทย ทิศทางของนโยบายยังคงมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการลดหย่อนภาษี เช่น “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางอ้อมและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองรอง
ในส่วนของ Green Fee ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 นั้นมีขอบเขตจำกัดเฉพาะที่พักในเขตอุทยานแห่งชาติ และมีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน ไม่ใช่ภาษีที่เก็บเป็นการทั่วไป ด้วยเหตุนี้ นักท่องเที่ยวจึงสามารถวางแผนการเดินทางสำหรับปี 2569 ได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจากภาษีใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม นโยบายของภาครัฐสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมสรรพากร หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำและได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการต่างๆ ที่อาจมีขึ้นในอนาคต แต่สำหรับตอนนี้ การท่องเที่ยวในประเทศยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและปราศจากภาระทางภาษีเพิ่มเติม