Home » เก็บเพิ่ม! ภาษีท่องเที่ยวก่อนเข้าเกาะดัง เริ่มปีหน้า

เก็บเพิ่ม! ภาษีท่องเที่ยวก่อนเข้าเกาะดัง เริ่มปีหน้า

สารบัญ

รัฐบาลได้ประกาศแผนการดำเนินนโยบายใหม่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก่อนเดินทางเข้าสู่พื้นที่เกาะยอดนิยมหลายแห่งของประเทศไทย มาตรการนี้มีกำหนดจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2569

ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ

  • การเริ่มบังคับใช้: นโยบายการเก็บภาษีท่องเที่ยวก่อนเข้าพื้นที่เกาะที่กำหนด จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
  • วัตถุประสงค์หลัก: เพื่อระดมทุนสำหรับนำไปใช้ในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ จัดการผลกระทบจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน (Overtourism) และยกระดับการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน
  • กลุ่มเป้าหมาย: นักท่องเที่ยวทุกคน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินทางไปยังเกาะที่อยู่ในรายชื่อตามประกาศของภาครัฐ
  • พื้นที่นำร่อง: เกาะที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูง เช่น หมู่เกาะพีพี, อ่าวมาหยา, และเกาะอื่น ๆ ในทะเลอันดามัน จะเป็นกลุ่มแรกที่อยู่ภายใต้นโยบายนี้
  • ผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว: ผู้ที่วางแผนเดินทางไปยังเกาะเหล่านี้จำเป็นต้องเตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าเดินทางและที่พัก

การประกาศนโยบาย เก็บเพิ่ม! ภาษีท่องเที่ยวก่อนเข้าเกาะดัง เริ่มปีหน้า ได้สร้างความสนใจอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มาตรการนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นเครื่องมือทางการคลังที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เกาะที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศและได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการท่องเที่ยวจำนวนมาก แนวคิดหลักของนโยบายนี้คือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปในระยะยาว

ภาพรวมของนโยบายภาษีท่องเที่ยวบนเกาะ

นโยบายการเก็บภาษีท่องเที่ยวสำหรับพื้นที่เกาะ เป็นมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานานในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้จะถูกนำเข้าสู่กองทุนเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของงบประมาณภาครัฐและสร้างกลไกให้ภาคการท่องเที่ยวมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

มาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล หลายประเทศทั่วโลกที่มีแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกหรือพื้นที่ธรรมชาติที่สำคัญได้นำนโยบายลักษณะเดียวกันมาใช้ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวและรักษาคุณภาพของประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ดีที่สุด การนำนโยบายนี้มาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยจึงเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism Destination) ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

เหตุผลและความจำเป็นเบื้องหลังการเก็บภาษีท่องเที่ยว

เหตุผลและความจำเป็นเบื้องหลังการเก็บภาษีท่องเที่ยว

การตัดสินใจบังคับใช้มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวเพิ่มเติมไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่สะท้อนถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะซึ่งมีขีดความสามารถในการรองรับที่จำกัด

การรับมือกับภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน (Overtourism)

ภาวะ Overtourism หรือภาวะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมีมากเกินกว่าที่แหล่งท่องเที่ยวจะรองรับได้ กลายเป็นปัญหารุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเกาะพีพีและอ่าวมาหยา ซึ่งเคยเผชิญกับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศอย่างหนักจนต้องมีการปิดพื้นที่เพื่อฟื้นฟู ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาขยะ น้ำเสีย และการเสื่อมโทรมของแนวปะการัง แต่ยังลดทอนคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเองด้วย

การเก็บค่าธรรมเนียมเป็นหนึ่งในกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถช่วยควบคุมอุปสงค์การเดินทางได้ โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดกรองและบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดความหนาแน่นและแรงกดดันที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐาน

การจัดหาทุนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟู

การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการปลูกปะการัง การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย การจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ หรือการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล การพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอและไม่ทันท่วงที

รายได้ที่ได้จากการเก็บภาษีท่องเที่ยวจะถูกจัดสรรโดยตรงเพื่องานเหล่านี้ ทำให้มีแหล่งเงินทุนที่มั่นคงและยั่งยืน สามารถนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การจ้างงานเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานเพิ่มเติม การติดตั้งทุ่นจอดเรือเพื่อป้องกันการทิ้งสมอลงบนแนวปะการัง และการศึกษาวิจัยเพื่อติดตามและประเมินผลสุขภาพของระบบนิเวศ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษามรดกทางธรรมชาติของชาติให้คงอยู่สืบไป

รายละเอียดนโยบาย: เกาะเป้าหมายและอัตราค่าธรรมเนียมที่คาดการณ์

ในระยะแรก นโยบายนี้จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเกาะในทะเลอันดามันซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยรายชื่อเกาะที่อยู่ในข่ายการพิจารณาเบื้องต้น ได้แก่:

  • หมู่เกาะพีพี (จังหวัดกระบี่): รวมถึงเกาะพีพีดอน พีพีเล และอ่าวมาหยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศสูง
  • เกาะไม้ท่อน (จังหวัดภูเก็ต): เป็นเกาะส่วนตัวที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามของหาดทรายและแนวปะการัง
  • เกาะไผ่ และเกาะไข่ (จังหวัดพังงา/ภูเก็ต): เป็นกลุ่มเกาะขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมสำหรับกิจกรรมดำน้ำตื้นแบบไปเช้า-เย็นกลับ

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ รายชื่อเกาะและอัตราค่าธรรมเนียมที่แน่นอนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยที่จะนำมาใช้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมอาจรวมถึงสถานะของพื้นที่ (เช่น เขตอุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่คุ้มครองอื่น ๆ) ระดับผลกระทบจากการท่องเที่ยว และต้นทุนในการบริหารจัดการและฟื้นฟูพื้นที่นั้น ๆ นักท่องเที่ยวควรติดตามข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือของภาครัฐก่อนวางแผนการเดินทาง

ผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

การบังคับใช้ภาษีท่องเที่ยวย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสามารถมองได้จากหลายมิติ

การวางแผนงบประมาณการเดินทาง

สำหรับนักท่องเที่ยว ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น พวกเขาจะต้องเพิ่มค่าธรรมเนียมส่วนนี้เข้าไปในงบประมาณการเดินทาง นอกเหนือจากค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่าง ๆ แม้ว่าจำนวนเงินอาจไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ก็เป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มที่เดินทางแบบประหยัด (Budget Traveler) การสื่อสารที่ชัดเจนและล่วงหน้าจากภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงความสับสน

มุมมองของผู้ประกอบการ

ในมุมของผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาจมีความกังวลในระยะสั้นว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนตัดสินใจเปลี่ยนไปเยือนจุดหมายปลายทางอื่นที่ไม่มีค่าธรรมเนียมลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากรายได้จากภาษีถูกนำไปใช้พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้สวยงามและสมบูรณ์ดังเดิม ก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และมูลค่าของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้มากขึ้น ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของธุรกิจเอง

เปรียบเทียบกับมาตรการในต่างประเทศ

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่นำแนวคิดภาษีท่องเที่ยวมาใช้ หลายประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกได้ใช้มาตรการนี้มาแล้วและประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การศึกษาตัวอย่างจากต่างประเทศช่วยให้เห็นภาพรวมและแนวทางที่เป็นไปได้

ตารางเปรียบเทียบมาตรการค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย (ที่เสนอ) และประเทศภูฏาน
หัวข้อเปรียบเทียบ ประเทศไทย (นโยบายที่เสนอ) ประเทศภูฏาน
ชื่อเรียกมาตรการ ภาษีท่องเที่ยว / ค่าเหยียบแผ่นดิน / ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ค่าธรรมเนียมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Fee – SDF)
วัตถุประสงค์หลัก ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม, จัดการ Overtourism, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เกาะ นโยบาย “High Value, Low Volume” เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้น
อัตราค่าธรรมเนียม (โดยประมาณ) คาดว่าจะเป็นอัตราที่ไม่สูงมาก และอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ (รอประกาศ) สูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน (ประมาณ 7,400 บาท)
รูปแบบการนำไปใช้ เน้นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งท่องเที่ยวที่เปราะบางและได้รับความนิยมสูง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือประเทศภูฏาน ซึ่งใช้นโยบาย “High Value, Low Volume” (มูลค่าสูง ปริมาณน้อย) โดยเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) ในอัตราที่สูงมากจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวและรับประกันว่าผู้ที่มาเยือนจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ในขณะที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่ในระดับต่ำที่สุด แม้ว่าแนวทางของไทยอาจไม่เข้มข้นเท่าภูฏาน แต่ก็มีหลักการพื้นฐานเดียวกันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์

ก้าวต่อไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โดยสรุป การเตรียม เก็บเพิ่ม! ภาษีท่องเที่ยวก่อนเข้าเกาะดัง เริ่มปีหน้า เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าทิศทางของการท่องเที่ยวไทยกำลังมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง แม้ว่าอาจสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่ผลประโยชน์ในระยะยาวต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของประเทศนั้นประเมินค่าไม่ได้

มาตรการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้มาเยือนและผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่าความงดงามของหมู่เกาะในประเทศไทยจะยังคงอยู่คู่กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และส่งมอบต่อไปยังคนรุ่นหลังได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนการเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2569 และปีต่อ ๆ ไป การติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับรายชื่อเกาะและอัตราค่าธรรมเนียมที่แน่นอน จะช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างราบรื่นและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ