กรมอุตุฯ เตือน! พายุโซนร้อนจ่อเข้าไทย เช็คพื้นที่เสี่ยง
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับล่าสุด แจ้งเตือนสถานการณ์สภาพอากาศช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนกันยายน 2568 โดยระบุว่า กรมอุตุฯ เตือน! พายุโซนร้อนจ่อเข้าไทย เช็คพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นผลมาจากพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ที่กำลังทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และคาดว่าจะส่งอิทธิพลทางอ้อมต่อประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
สรุปสถานการณ์สำคัญที่ต้องจับตา
- อิทธิพลจากพายุโซนร้อน: พายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน แม้ไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่จะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ฝนตกหนักถึงหนักมาก: คาดการณ์ว่าหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยจะเผชิญกับฝนที่ตกหนักและลมกระโชกแรง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก
- พื้นที่เสี่ยงสูง: มีการระบุรายชื่อจังหวัดในภาคต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
- คลื่นลมในทะเลรุนแรง: ทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ชาวเรือและผู้ประกอบการในพื้นที่ชายฝั่งควรใช้ความระมัดระวังสูงสุด และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งโดยเด็ดขาด
- การเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง: กรมอุตุนิยมวิทยาได้จัดตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์พายุอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ภาพรวมสถานการณ์พายุและผลกระทบต่อประเทศไทย
ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวนอย่างใกล้ชิด กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานการก่อตัวของพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนในช่วงวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 พายุลูกนี้คาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและลาวตอนบนเป็นหลัก
แม้เส้นทางของพายุจะไม่ได้พัดผ่านเข้ามายังประเทศไทยโดยตรง แต่อิทธิพลของมันมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้นอย่างมาก ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้ประเทศไทยเกือบทุกภูมิภาคต้องเผชิญกับสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมาก พร้อมด้วยลมกระโชกแรงเป็นช่วงๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ทั้งน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ทางน้ำไหลผ่าน
เจาะลึกอิทธิพลของพายุโซนร้อนและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ความเข้าใจในกลไกทางอุตุนิยมวิทยาเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและเตรียมการรับมือได้อย่างถูกต้อง การที่พายุโซนร้อนไม่ได้เข้าไทยโดยตรงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบ ในทางกลับกัน อิทธิพลทางอ้อมอาจสร้างความเสียหายรุนแรงได้ในวงกว้าง
กลไกการเกิดฝนตกหนักทั่วประเทศ
พายุโซนร้อนในทะเลจีนใต้ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “เครื่องดูด” ขนาดมหึมา ที่ดึงเอาลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ให้พัดเข้าหาศูนย์กลางของพายุด้วยความเร็วสูงขึ้น เมื่อลมมรสุมนี้เคลื่อนที่ผ่านทะเลอันดามันและอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มันจะหอบเอาความชื้นและไอน้ำมหาศาลติดมาด้วย เมื่อมวลอากาศชื้นเหล่านี้เคลื่อนตัวเข้าสู่แผ่นดินประเทศไทยและปะทะกับแนวเทือกเขา จะถูกบังคับให้ยกตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการควบแน่นกลายเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่และตกลงมาเป็นฝนหนักถึงหนักมากในที่สุด นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมแม้พายุจะอยู่ห่างไกล แต่พื้นที่ทั่วประเทศกลับได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
กรณีศึกษา: ผลกระทบจากพายุในอดีต
สถานการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่น กรณีของพายุโซนร้อน “วิภา” ที่แม้จะไม่ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศไทย แต่ก็ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายจังหวัด และที่สำคัญคือการเสริมกำลังมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ให้รุนแรงขึ้นอย่างมาก ผลที่ตามมาคือคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยทวีความรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ บทเรียนจากพายุวิภาแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลทางอ้อมสามารถสร้างความเสี่ยงได้ทั้งบนบกและในทะเล ดังนั้น การประเมินสถานการณ์จึงต้องครอบคลุมทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การติดตามเส้นทางของพายุเท่านั้น
พายุ “ตาปะฮ์”: อีกหนึ่งปัจจัยเสริมกำลังมรสุม
นอกเหนือจากพายุลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคมแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยายังได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพายุ “ตาปะฮ์” ในทะเลจีนใต้ ซึ่งคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีนในราววันที่ 15 กันยายน 2568 การเคลื่อนตัวของพายุตาปะฮ์จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาเสริมกำลังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ให้พัดแรงต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่มีฝนตกชุกและคลื่นลมแรงยาวนานขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมไปจนถึงกลางเดือนกันยายน
พื้นที่เสี่ยง: จังหวัดที่ต้องเตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก
จากข้อมูลการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีการระบุรายชื่อจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมเป็นพิเศษ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากอยู่ใกล้กับเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุในประเทศเพื่อนบ้าน จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่:
- เลย, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, หนองคาย, บึงกาฬ, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, และอุบลราชธานี
ภาคกลาง
พื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมและลมมรสุมกำลังแรง ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง จังหวัดที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงคือ:
- นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, ลพบุรี, สระบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, และพระนครศรีอยุธยา
ภาคตะวันออก
เป็นพื้นที่รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้โดยตรง ทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง:
- นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง, จันทบุรี, และตราด
ภาคใต้
โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก (ฝั่งทะเลอันดามัน) เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากลมมรสุมกำลังแรงโดยตรง ทำให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องและคลื่นลมแรง จังหวัดเสี่ยงได้แก่:
- เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ระนอง, และพังงา
คำเตือนและข้อควรระวังสำหรับประชาชน
นอกเหนือจากการติดตามข่าวสารแล้ว การทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงประเภทต่างๆ และเตรียมการป้องกันจะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้
ความเสี่ยงจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ดินอุ้มน้ำไม่ไหวและเกิดน้ำป่าไหลหลากลงมาจากพื้นที่สูงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในบริเวณใกล้ภูเขาและทางน้ำธรรมชาติ สัญญาณเตือนที่สำคัญคือระดับน้ำในลำห้วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและสีของน้ำที่เปลี่ยนเป็นสีขุ่นแดง หากสังเกตเห็นสัญญาณดังกล่าว ควรรีบอพยพขึ้นสู่ที่สูงทันที นอกจากนี้ ในพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตเมือง อาจเกิดปัญหาน้ำท่วมขังจากการระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการสัญจรและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินได้
การแจ้งเตือนสำหรับชาวเรือและพื้นที่ชายฝั่ง
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงจะทำให้คลื่นลมในทะเลมีกำลังแรงมากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการเดินเรือ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัยดังนี้:
- ทะเลอันดามันตอนบน: ตั้งแต่จังหวัดระนองขึ้นไป จะมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นอาจสูงมากกว่า 4 เมตร
- ทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบน: จะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร
ด้วยเหตุนี้ เรือเล็กในบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งโดยเด็ดขาดในช่วงเวลาดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ส่วนเรือใหญ่ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังสูงสุด และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
แนวทางการเตรียมความพร้อมและติดตามข่าวสาร
การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ควรติดตามประกาศเตือนภัยและข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาโดยตรง รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์
- เตรียมความพร้อมในครัวเรือน: ตรวจสอบความแข็งแรงของบ้านเรือนและอาคาร เก็บสิ่งของที่อาจปลิวตามลมได้ไว้ในที่มิดชิด เตรียมอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็น เช่น ไฟฉาย ยารักษาโรค อาหารแห้ง และน้ำดื่มให้พร้อมใช้งาน
- วางแผนการอพยพ: สำหรับผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมหรือดินโคลนถล่ม ควรศึกษาเส้นทางอพยพที่ปลอดภัยและเตรียมแผนการเคลื่อนย้ายล่วงหน้า
- ระมัดระวังอันตรายจากไฟฟ้า: ในกรณีที่เกิดน้ำท่วม ควรตัดกระแสไฟฟ้าในบ้านเพื่อป้องกันไฟดูด และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เสาไฟฟ้าหรือสายไฟที่ตกลงมา
- ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่: ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และให้ความร่วมมือในการอพยพหรือการให้ความช่วยเหลือต่างๆ
สรุปได้ว่า แม้พายุโซนร้อนอาจไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่อิทธิพลของมันร่วมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงจะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและคลื่นลมแรงในวงกว้าง การเฝ้าระวัง ติดตามข่าวสาร และเตรียมความพร้อมอย่างถูกวิธี จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย