ครีเอทีน (Creatine) คืออะไร? ประโยชน์และผลข้างเคียงที่ต้องรู้
สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงการออกกำลังกายและสุขภาพ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ครีเอทีน” ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมและมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางที่สุด บทความนี้จะเจาะลึกว่า ครีเอทีน (Creatine) คืออะไร? ประโยชน์และผลข้างเคียงที่ต้องรู้ เพื่อให้เข้าใจถึงกลไกการทำงาน ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการใช้งานอย่างถ่องแท้
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับครีเอทีน

- แหล่งกำเนิด: ครีเอทีนเป็นสารประกอบที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เองจากกรดอะมิโน และยังพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และปลา รวมถึงมีในรูปแบบอาหารเสริม
- กลไกหลัก: ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองเร็วสูงสำหรับกล้ามเนื้อและสมอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงระเบิดในระยะสั้น
- ประโยชน์: ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และอาจมีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง
- ความปลอดภัย: ถือเป็นอาหารเสริมที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อใช้ในปริมาณที่แนะนำ แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น การกักเก็บน้ำในกล้ามเนื้อ หรืออาการไม่สบายท้องในบางราย
- ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมทุกชนิด
เจาะลึก ครีเอทีน: สารสำคัญเพื่อพลังงานและกล้ามเนื้อ

ครีเอทีน (Creatine) คืออะไร? ประโยชน์และผลข้างเคียงที่ต้องรู้ นับเป็นหัวข้อพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักกีฬาและผู้รักการออกกำลังกาย ครีเอทีนไม่ใช่สเตียรอยด์หรือสารกระตุ้นอันตราย แต่เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์สมองซึ่งต้องการพลังงานอย่างมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ความเข้าใจในพื้นฐานของครีเอทีนจะช่วยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพและปลอดภัย
ครีเอทีนได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในวงการวิทยาศาสตร์การกีฬามานานหลายทศวรรษ เนื่องจากเป็นหนึ่งในอาหารเสริมไม่กี่ชนิดที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นอาหารเสริมหลักสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความแข็งแกร่ง เพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ และพัฒนาขีดความสามารถในการฝึกซ้อม
ครีเอทีนมาจากไหน?
ร่างกายมนุษย์มีความสามารถในการผลิตครีเอทีนได้เอง โดยกระบวนการสังเคราะห์นี้เกิดขึ้นที่ตับ ตับอ่อน และไต โดยอาศัยกรดอะมิโน 3 ชนิดเป็นสารตั้งต้น ได้แก่ อาร์จินีน (Arginine), ไกลซีน (Glycine), และ เมไทโอนีน (Methionine) หลังจากสังเคราะห์เสร็จสิ้น ครีเอทีนจะถูกลำเลียงผ่านกระแสเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยประมาณ 95% ของครีเอทีนทั้งหมดจะถูกนำไปเก็บสะสมไว้ในเซลล์กล้ามเนื้อลาย ส่วนอีก 5% ที่เหลือจะกระจายตัวอยู่ในสมอง ไต และอวัยวะอื่นๆ
นอกจากการสังเคราะห์ภายในร่างกายแล้ว เรายังสามารถได้รับครีเอทีนเพิ่มเติมจากแหล่งอาหารภายนอก โดยเฉพาะอาหารจำพวกเนื้อแดงและปลาทะเล เช่น เนื้อวัว ปลาแซลมอน และปลาทูน่า อย่างไรก็ตาม ปริมาณครีเอทีนที่ได้รับจากอาหารในแต่ละวันอาจไม่สูงพอที่จะทำให้ระดับครีเอทีนในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นถึงขีดสุดเพื่อผลด้านการกีฬา ด้วยเหตุนี้ การใช้อาหารเสริมครีเอทีนจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพื่อเพิ่มระดับการสะสมในกล้ามเนื้อให้สูงขึ้น
บทบาทของครีเอทีนในร่างกาย
หน้าที่หลักของครีเอทีนคือการเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงาน ATP-PC (Adenosine Triphosphate – Phosphocreatine) ซึ่งเป็นระบบพลังงานที่ร่างกายใช้ในการทำกิจกรรมที่หนักและรวดเร็วในช่วง 10-15 วินาทีแรก เช่น การยกน้ำหนัก การวิ่งระยะสั้น หรือการกระโดด
เมื่อครีเอทีนเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ มันจะรวมตัวกับหมู่ฟอสเฟตกลายเป็น ฟอสโฟครีเอทีน (Phosphocreatine) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน “แบตเตอรี่สำรอง” ของเซลล์ ในขณะที่เราออกแรงอย่างหนัก ร่างกายจะสลาย ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ ให้กลายเป็น ADP (Adenosine Diphosphate) พร้อมกับปลดปล่อยพลังงานออกมา ฟอสโฟครีเอทีนจะเข้ามามีบทบาทโดยการบริจาคหมู่ฟอสเฟตให้กับ ADP อย่างรวดเร็ว เพื่อสังเคราะห์ ATP กลับคืนมาใหม่ ทำให้กล้ามเนื้อมีพลังงานใช้ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสั้นๆ การมีฟอสโฟครีเอทีนในกล้ามเนื้อปริมาณสูงจึงหมายถึงการมีพลังงานสำรองมากขึ้น สามารถออกแรงได้หนักขึ้นและนานขึ้นก่อนจะรู้สึกเหนื่อยล้า
ประโยชน์ของครีเอทีนที่ได้รับการยอมรับ

จากการศึกษาวิจัยจำนวนมาก ครีเอทีนได้รับการยืนยันว่ามีประโยชน์หลากหลายด้าน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายและสุขภาพกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้
เพิ่มพลังงานและสมรรถภาพในการออกกำลังกาย
นี่คือประโยชน์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของครีเอทีน การเพิ่มระดับฟอสโฟครีเอทีนในกล้ามเนื้อช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างพลังงาน ATP ได้เร็วขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการออกกำลังกายประเภทที่ต้องใช้พละกำลังสูงในระยะเวลาสั้นๆ (Anaerobic Exercise) ผู้ที่รับประทานครีเอทีนเสริมมักจะพบว่าตนเองสามารถยกน้ำหนักได้จำนวนครั้งมากขึ้น หรือใช้น้ำหนักที่หนักขึ้นได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาพักระหว่างเซ็ต ทำให้การฝึกซ้อมโดยรวมมีประสิทธิภาพและความเข้มข้นสูงขึ้น
ส่งเสริมการสร้างมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง
ครีเอทีนไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อโดยตรงเหมือนโปรตีน แต่ทำงานผ่านกลไกทางอ้อมหลายอย่าง ประการแรก การที่สามารถฝึกได้หนักขึ้นย่อมเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดการพัฒนาและปรับตัวให้ใหญ่และแข็งแรงขึ้น ประการที่สอง ครีเอทีนมีคุณสมบัติดึงน้ำเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ (Cell Volumization) ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนและลดการสลายตัวของโปรตีนในกล้ามเนื้อได้อีกด้วย ผลลัพธ์ที่ได้คือการเพิ่มขึ้นของมวลกายไร้ไขมัน (Lean Body Mass) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อใช้ร่วมกับการฝึกซ้อมแบบมีแรงต้าน
สนับสนุนการฟื้นฟูของกล้ามเนื้อ
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพระหว่างการฝึกแล้ว งานวิจัยบางชิ้นยังชี้ให้เห็นว่าครีเอทีนอาจช่วยลดการอักเสบและความเสียหายของเซลล์กล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งอาจนำไปสู่กระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้นักกีฬาสามารถกลับมาฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ในครั้งต่อไปโดยใช้เวลาน้อยลง
ศักยภาพต่อการทำงานของสมอง
สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูงเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อ จึงมีการสะสมครีเอทีนอยู่ด้วยเช่นกัน งานวิจัยในช่วงหลังได้เริ่มสำรวจประโยชน์ของครีเอทีนต่อการทำงานของสมอง พบว่าการเสริมครีเอทีนอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในด้านความจำระยะสั้น และการใช้เหตุผล โดยเฉพาะในสภาวะที่สมองมีความเครียด เช่น การอดนอน หรือในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะความจำถดถอย อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ในด้านนี้ยังคงต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
รูปแบบและวิธีรับประทานครีเอทีน

ในท้องตลาดมีอาหารเสริมครีเอทีนวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ ทั้งแบบผงสำหรับชงดื่มและแบบแคปซูล การเลือกรูปแบบและวิธีรับประทานที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
Creatine Monohydrate: รูปแบบที่นิยมที่สุด
Creatine Monohydrate เป็นรูปแบบของครีเอทีนที่ถูกนำมาศึกษาวิจัยมากที่สุด และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังมีราคาที่เข้าถึงง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับครีเอทีนในรูปแบบอื่นๆ ที่อาจมีการโฆษณาว่าดูดซึมได้ดีกว่าหรือมีผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างเหล่านั้นยังมีจำกัด ดังนั้น สำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ใช้ส่วนใหญ่ Creatine Monohydrate จึงเป็นตัวเลือกมาตรฐานที่แนะนำ
แนวทางการบริโภคเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
วิธีการรับประทานครีเอทีนที่นิยมใช้กันมี 2 รูปแบบหลัก คือแบบมีช่วงอิ่มตัว (Loading Phase) และแบบค่อยเป็นค่อยไป (Maintenance-Only)
| คุณสมบัติ | วิธี Loading Phase | วิธี Maintenance-Only |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | เพิ่มระดับครีเอทีนในกล้ามเนื้อให้ถึงจุดอิ่มตัวอย่างรวดเร็ว | ค่อยๆ เพิ่มระดับครีเอทีนในกล้ามเนื้อจนถึงจุดอิ่มตัว |
| ปริมาณต่อวัน | 20 กรัมต่อวัน (แบ่งทาน 4 ครั้ง ครั้งละ 5 กรัม) เป็นเวลา 5-7 วัน ตามด้วย 3-5 กรัมต่อวัน | 3-5 กรัมต่อวัน ตั้งแต่วันแรกเป็นต้นไป |
| ระยะเวลาเห็นผล | เห็นผลด้านพละกำลังในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ | เห็นผลด้านพละกำลังในเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ |
| ข้อดี | เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสมรรถภาพในระยะสั้น | ง่ายต่อการปฏิบัติ ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงทางเดินอาหาร |
| ข้อควรระวัง | อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการไม่สบายท้องหรือท้องเสียในบางราย | ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน |
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ผลลัพธ์สุดท้ายเมื่อระดับครีเอทีนในกล้ามเนื้อถึงจุดอิ่มตัวแล้วจะมีความใกล้เคียงกัน การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความต้องการส่วนบุคคลว่าต้องการเห็นผลเร็วเพียงใด และร่างกายตอบสนองต่อการรับประทานในปริมาณสูงได้ดีแค่ไหน
ผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการใช้ครีเอทีน

แม้ว่าครีเอทีนจะถูกจัดว่าเป็นอาหารเสริมที่มีความปลอดภัยสูงและผ่านการวิจัยมาอย่างยาวนาน แต่การใช้งานก็ควรเป็นไปอย่างรอบคอบและตระหนักถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงข้อควรระวังสำหรับบุคคลบางกลุ่ม
แม้ว่าครีเอทีนจะได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แต่การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนเริ่มใช้อาหารเสริมทุกชนิดยังคงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น: เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดและเป็นเรื่องปกติ เกิดจากการที่ครีเอทีนดึงน้ำเข้าไปเก็บไว้ในเซลล์กล้ามเนื้อมากขึ้น ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของไขมัน โดยน้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นได้ 1-2 กิโลกรัมในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการใช้
- ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร: บางรายอาจมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณสูงในครั้งเดียว (เช่น ในช่วง Loading Phase) สามารถลดอาการเหล่านี้ได้โดยการแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อยๆ หรือรับประทานพร้อมกับมื้ออาหาร
- ภาวะขาดน้ำและตะคริว: ในอดีตเคยมีความเชื่อว่าครีเอทีนทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและตะคริว แต่การศึกษาในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่พบความเชื่อมโยงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวันยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ออกกำลังกายทุกคน
กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
ถึงแม้จะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่บุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ครีเอทีน:
- ผู้ที่มีโรคไตหรือโรคตับ: เนื่องจากไตมีหน้าที่ในการกรองของเสียจากการสลายตัวของครีเอทีน ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตหรือตับอยู่ก่อนแล้วจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด: ครีเอทีนอาจทำปฏิกิริยากับยาบางประเภท เช่น ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs หรือยาขับปัสสาวะ จึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่
- สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร: ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอเกี่ยวกับการใช้ครีเอทีนในกลุ่มนี้ จึงไม่แนะนำให้ใช้
สัญญาณเตือนที่ควรหยุดใช้ทันที
หากพบอาการรุนแรงหลังจากรับประทานครีเอทีน ควรหยุดใช้และไปพบแพทย์โดยทันที อาการดังกล่าวรวมถึง:
- หายใจลำบาก
- มีไข้ หนาวสั่น
- ปวดศีรษะรุนแรง
- อาเจียน
- เกิดผื่นคันหรือลมพิษตามร่างกาย
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปฏิกิริยาแพ้หรือผลข้างเคียงที่รุนแรง แม้จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ไม่ควรละเลย
บทสรุป

ครีเอทีนเป็นอาหารเสริมที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการเพิ่มพละกำลัง ความแข็งแรง และมวลกล้ามเนื้อ โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองเร็วสูงให้กับเซลล์กล้ามเนื้อและสมอง จัดเป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างได้เองและพบได้ในอาหารตามธรรมชาติ การใช้ครีเอทีนในรูปแบบอาหารเสริม โดยเฉพาะ Creatine Monohydrate ถือว่ามีความปลอดภัยสูงสำหรับบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการตระหนักถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวจากการกักเก็บน้ำในกล้ามเนื้อ และอาการไม่สบายท้องในบางราย การดื่มน้ำให้เพียงพอและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโรคประจำตัว เป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้การใช้อาหารเสริมเกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การตัดสินใจเลือกใช้อาหารเสริมควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป้าหมายส่วนบุคคล เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพและการออกกำลังกายได้อย่างยั่งยืน