27 ก.ย. วันท่องเที่ยวโลก ส่องเทรนด์เที่ยวไทยยั่งยืน
- ประเด็นสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
- ความหมายและความสำคัญของวันท่องเที่ยวโลก
- เหตุผลที่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสำคัญต่อประเทศไทย
- แก่นแท้และหลักการของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในบริบทไทย
- เปรียบเทียบแนวคิด: การท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม vs. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
- แนวทางปฏิบัติสำหรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจความยั่งยืน
- บทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล
- บทสรุป: อนาคตของการท่องเที่ยวไทยบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน
ในวันที่ 27 ก.ย. วันท่องเที่ยวโลก เป็นโอกาสอันดีในการทบทวนและทำความเข้าใจถึงบทบาทของการท่องเที่ยวที่มีต่อโลก พร้อมทั้งส่องเทรนด์เที่ยวไทยยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อการพักผ่อน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย บทความนี้จะสำรวจแนวคิดเบื้องหลังวันท่องเที่ยวโลก และเจาะลึกถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทยที่นักเดินทางยุคใหม่ควรให้ความสำคัญ
ประเด็นสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
- วันท่องเที่ยวโลก (World Tourism Day): ตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี กำหนดโดยองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในมิติต่างๆ
- แนวคิดหลักปี 2024: “การท่องเที่ยวและสันติภาพ” (Tourism and Peace) เน้นย้ำบทบาทของการท่องเที่ยวในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมและสร้างความสามัคคีในระดับสากล
- ความสำคัญต่อประเทศไทย: การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นแนวทางหลักในการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และการกระจายประโยชน์สู่ชุมชนท้องถิ่น
- หลักการสำคัญ: ประกอบด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม, การอนุรักษ์วัฒนธรรม, การสนับสนุนชุมชน และการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและมีความหมาย
ความหมายและความสำคัญของวันท่องเที่ยวโลก
การท่องเที่ยวเป็นมากกว่าแค่การเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ แต่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกและชีวิตของผู้คนนับล้าน การตระหนักถึงพลังและผลกระทบของการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งวันสำคัญระดับสากลเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ประวัติและวัตถุประสงค์หลัก
องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization หรือ UNWTO) ได้กำหนดให้วันที่ 27 กันยายนของทุกปีเป็น “วันท่องเที่ยวโลก” (World Tourism Day) โดยเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1980 วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งวันนี้ขึ้นมาคือเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ประชาคมโลกเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของการท่องเที่ยวในมิติทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นที่จะเน้นย้ำถึงบทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ
ในแต่ละปี UNWTO จะกำหนดแนวคิดหรือธีมหลักที่แตกต่างกันออกไป เพื่อสะท้อนถึงประเด็นท้าทายหรือโอกาสที่สำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ณ ช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ประเทศสมาชิก ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ร่วมกันหารือและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
แนวคิดประจำปี 2024: การท่องเที่ยวและสันติภาพ
สำหรับปี 2024 แนวคิดหลักของวันท่องเที่ยวโลกคือ “การท่องเที่ยวและสันติภาพ” (Tourism and Peace) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทรงพลังและมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคสมัยที่โลกเผชิญกับความขัดแย้งและความตึงเครียดในหลายพื้นที่ แนวคิดนี้มุ่งเน้นไปที่บทบาทของการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องมือที่ส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างชนชาติ
การเดินทางทำให้ผู้คนได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง เรียนรู้วิถีชีวิตและความคิดของผู้คนในดินแดนอื่น ซึ่งประสบการณ์ตรงเหล่านี้สามารถทลายกำแพงแห่งอคติ สร้างความเคารพซึ่งกันและกัน และส่งเสริมความสามัคคีในระดับโลก การท่องเที่ยวจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นประสบการณ์เชิงการศึกษาและจิตวิญญาณที่เปิดโลกทัศน์และเชื่อมโยงมวลมนุษยชาติเข้าไว้ด้วยกัน
การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านการลิ้มรสอาหารท้องถิ่น การเรียนรู้ภาษา หรือการสร้างมิตรภาพระหว่างการเดินทาง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมสร้างรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน
เหตุผลที่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสำคัญต่อประเทศไทย
ในบริบทของประเทศไทยที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แนวคิดเรื่อง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่ออนาคตของประเทศ การทำความเข้าใจในหัวข้อ 27 ก.ย. วันท่องเที่ยวโลก ส่องเทรนด์เที่ยวไทยยั่งยืน จึงเป็นการตอกย้ำถึงทิศทางที่อุตสาหกรรมนี้ต้องมุ่งไป
บทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระบบเศรษฐกิจ
ก่อนการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 40 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาลและก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น อุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่กระจายรายได้ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ ทั้งในด้านวัฒนธรรม อาหาร และทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามสู่สายตาชาวโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วได้นำมาซึ่งความท้าทายที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง
ความท้าทายจาก Overtourism และผลกระทบ
ภาวะ “Overtourism” หรือการท่องเที่ยวที่หนาแน่นเกินไปในบางพื้นที่ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แนวปะการังถูกทำลาย ชายหาดเต็มไปด้วยขยะ ปัญหาการจัดการน้ำเสียและขยะที่เกินขีดความสามารถของท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิม ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และบั่นทอนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไปทีละน้อย ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการเติบโตที่ไม่คำนึงถึงขีดจำกัดในการรองรับ (Carrying Capacity) ย่อมไม่ยั่งยืนในระยะยาว
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจึงเป็นทางรอดเดียวที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษา “ต้นทุน” ที่สำคัญที่สุด นั่นคือความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม
แก่นแท้และหลักการของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในบริบทไทย
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่เพียงการ “เที่ยวรักษ์โลก” ในมิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงมิติทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างครบถ้วน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของนักท่องเที่ยว เจ้าของพื้นที่ และสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย หลักการสำคัญสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 มิติหลัก ดังนี้
มิติที่ 1: การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
หัวใจสำคัญคือการดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวในลักษณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด และมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูรักษาทรัพยากรให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป แนวทางปฏิบัติประกอบด้วย:
- การจัดการของเสีย: ส่งเสริมการลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในโรงแรมและร้านอาหาร การคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี และการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
- การอนุรักษ์พลังงานและน้ำ: เลือกใช้ที่พักที่นำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้
- การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ: สนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวที่ไม่รบกวนสัตว์ป่าและระบบนิเวศ เช่น การดำน้ำอย่างรับผิดชอบโดยไม่สัมผัสปะการัง การเดินป่าในเส้นทางที่กำหนด และการเคารพกฎระเบียบของอุทยานแห่งชาติอย่างเคร่งครัด
มิติที่ 2: การเคารพและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น
การท่องเที่ยวที่ดีต้องให้เกียรติและรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของชุมชนเจ้าบ้าน นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้โดย:
- เรียนรู้และปฏิบัติตามธรรมเนียมท้องถิ่น: ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมและข้อควรปฏิบัติก่อนเดินทาง เช่น การแต่งกายให้สุภาพเมื่อเข้าชมศาสนสถาน การแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโส
- สนับสนุนศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน: เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยช่างฝีมือในท้องถิ่นโดยตรง เพื่อช่วยสืบสานภูมิปัญญาและสร้างรายได้ให้กับชุมชน
- เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างมีความหมาย: ชมการแสดงพื้นบ้าน หรือเข้าร่วมเวิร์กช็อปต่างๆ เช่น การทำอาหาร การทอผ้า ซึ่งเป็นการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
มิติที่ 3: การสนับสนุนและสร้างประโยชน์ให้ชุมชน
การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต้องมั่นใจว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะถูกกระจายไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงนายทุนรายใหญ่เท่านั้น
- เลือกใช้บริการของคนในท้องถิ่น: การพักโฮมสเตย์ การใช้บริการไกด์ท้องถิ่น หรือการรับประทานอาหารในร้านของชุมชน เป็นการส่งเสริมให้รายได้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่โดยตรง
- อุดหนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน: เลือกซื้อของฝากหรือวัตถุดิบที่มาจากเกษตรกรและผู้ผลิตในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism – CBT): เลือกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่บริหารจัดการโดยชุมชน ซึ่งชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่
มิติที่ 4: การสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน
เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและมีความหมายสำหรับนักท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นประโยชน์และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนเจ้าบ้าน การเดินทางที่ยั่งยืนมักนำไปสู่ประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าการถ่ายรูปตามจุดเช็คอินยอดนิยม เพราะเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างผู้มาเยือนและเจ้าของพื้นที่ นำไปสู่ความทรงจำที่ยั่งยืนและแรงบันดาลใจในการเดินทางอย่างรับผิดชอบต่อไป
เปรียบเทียบแนวคิด: การท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม vs. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะเปรียบเทียบมิติต่างๆ ระหว่างการท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิม กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) ที่เป็นเทรนด์ของอนาคต
| มิติการพิจารณา | การท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) | การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) |
|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | เน้นปริมาณนักท่องเที่ยวและรายได้สูงสุดในระยะสั้น | เน้นคุณภาพของประสบการณ์และผลประโยชน์ระยะยาว |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | มักก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สร้างขยะและมลพิษจำนวนมาก | มุ่งเน้นการอนุรักษ์ ลดผลกระทบ และฟื้นฟูระบบนิเวศ |
| ประโยชน์ต่อชุมชน | รายได้มักกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ชุมชนได้รับประโยชน์น้อย | กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ส่งเสริมการจ้างงานและธุรกิจของคนในชุมชน |
| มิติทางวัฒนธรรม | อาจทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นถูกปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองตลาด (Commercialized) | เคารพและส่งเสริมวัฒนธรรมดั้งเดิมให้คงอยู่ สร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน |
| ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว | มักเป็นประสบการณ์แบบผิวเผิน เร่งรีบ ตามกระแสหลัก | เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง ได้เรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับท้องถิ่นอย่างแท้จริง |
แนวทางปฏิบัติสำหรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจความยั่งยืน
นักท่องเที่ยวทุกคนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ได้
- ก่อนการเดินทาง: วางแผนและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับจุดหมายปลายทาง เลือกที่พักและผู้ประกอบการนำเที่ยวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม จัดกระเป๋าโดยนำของใช้ส่วนตัวไปเอง เช่น ขวดน้ำ กระเป๋าผ้า เพื่อลดการสร้างขยะ
- ระหว่างการเดินทาง: เคารพกฎระเบียบของสถานที่ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ประหยัดน้ำและพลังงานในที่พัก สนับสนุนร้านค้าและร้านอาหารของคนท้องถิ่น และเปิดใจเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง
- หลังการเดินทาง: แบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเดินทางตามรอย การให้ข้อมูลสนับสนุนความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงบวกสามารถพบได้ในสื่อหลากหลายช่องทาง
บทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล
ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมแนวคิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเคยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันท่องเที่ยวโลกอย่างเป็นทางการในปี 2016 ณ จังหวัดขอนแก่น ภายใต้ธีม “การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” (Inclusive Tourism) ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้การท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดทางกายภาพ อายุ หรือสถานะทางสังคม
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนที่แท้จริงจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นสากล (Universal Design) และการออกแบบกิจกรรมที่คนทุกกลุ่มสามารถมีส่วนร่วมได้ เป็นการสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
บทสรุป: อนาคตของการท่องเที่ยวไทยบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน
ในโอกาส 27 ก.ย. วันท่องเที่ยวโลก ส่องเทรนด์เที่ยวไทยยั่งยืน นี้ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยขึ้นอยู่กับการปรับตัวสู่แนวทางที่ยั่งยืน การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นทิศทางที่จำเป็นเพื่อรักษาสมบัติอันล้ำค่าของชาติ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ให้คงอยู่สืบไป
การเดินทางที่รับผิดชอบไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ การเลือกเดินทางในแนวทางนี้จึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความงดงามของประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกต่อไปอีกนานเท่านาน ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการ ไปจนถึงตัวนักท่องเที่ยวเอง ล้วนมีบทบาทในการร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนนี้ให้เกิดขึ้นจริง